พระเจ้าทรงสำแดงหนทาง

Teaching Legacy Letter
*First Published: 2012
*Last Updated: มีนาคม 2026
14 min read
This teaching is not currently available in ไทย.
“เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ.... (มัทธิว 7:14 KJV) ในที่นี้พระเยซูได้ทรงบรรยายให้เห็นถึงภาพชีวิตคริสเตียนซึ่งแบ่งออกเป็นสองช่วงต่อเนื่องกัน คือ ช่วงแรกเป็นประตูแคบที่เราต้องผ่านเข้าไป ช่วงที่สองเป็นทางแคบ (พระคัมภีร์บางฉบับแปลว่า ทางที่ลำบาก - ผู้แปล) ที่เราต้องดำเนินไป “ประตู” นั้น หมายถึง ประสบการณ์การผ่านเข้าไปเพียงครั้งเดียว คือ สิ่งที่พระคัมภีร์เรียกว่า “การได้รับความรอด” หรือ “การบังเกิดใหม่” ส่วน “ทาง” นั้น หมายถึง ชีวิตรูปแบบใหม่ซึ่งประสบการณ์การผ่านเข้าประตูนั้นจะนำทางเราดำเนินต่อไป
แท้จริงแล้ว พระเยซูทรงเตือนไม่ให้เราพยายามแยกชีวิตสองช่วงนี้ออกจากกัน ทางเข้าเดียวที่จะนำไปสู่ทางแคบนั้นได้ก็คือ ทางประตูแคบ หากเราไม่ได้บังเกิดใหม่ เราก็ไม่สามารถแม้แต่จะเริ่มต้นดำเนินชีวิตคริสเตียนได้ ในทางกลับกัน จุดประสงค์ในการผ่านเข้าไปทางประตูก็คือ การดำเนินไปตามทางนั้น ดังนั้น ชีวิตที่ครบบริบูรณ์ที่พระเยซูทรงเชื้อเชิญให้เราเข้าไปนั้น ไม่ได้หมายถึงการผ่านเข้าประตูเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงการดำเนินต่อไปตามทางซึ่งประตูได้นำเราผ่านเข้าไปด้วย
ทางนั้น
สิ่งสำคัญที่สุดคือ เราไม่มีแนวความคิดว่าชีวิตคริสเตียนเป็นเพียงสภาวะที่คงสภาพเดิม (หมายถึง คงที่ อยู่นิ่งๆ ไม่มีการพัฒนา ไม่เคลื่อนไหวใดๆ - ผู้แปล) หลังจากที่ "ได้รับความรอด" หรือ "ได้เป็นคริสเตียน" แล้ว เพราะในช่วงเริ่มแรกของคริสตจักรนั้น ยังไม่มีการบัญญัติคำว่าศาสนาคริสต์ สิ่งที่เราเรียกกันในปัจจุบันว่าศาสนาคริสต์นั้น ผู้คนเคยเรียกกันว่า “ทางนั้น” เช่น เมื่อเซาโลแห่งเมืองทาร์ซัส ออกเดินทางสู่เมืองดามัสกัส เขาได้ขอหนังสือไปยังธรรมศาลาต่างๆ ในเมืองดามัสกัส เพื่อที่ว่า “ถ้าพบใครเป็นพวก “ทางนั้น” ...เขาจะจับพวกนั้นมัดพามายังกรุงเยรูซาเล็ม” (กิจการ 9:2 THSV11) ต่อมาหลังจากที่เปาโลได้เทศนาในเมืองเอเฟซัสมาระยะเวลาหนึ่ง ก็มีสองข้อความที่พูดเกี่ยวกับผลที่เกิดขึ้นคือ “แต่บางคนมีใจแข็งกระด้างไม่ยอมเชื่อและพูดหยาบช้าเรื่อง “ทางนั้น” ต่อหน้าชุมนุมชน” และ “เวลานั้นเกิดการวุ่นวายอย่างยิ่งเพราะเหตุ “ทางนั้น” ” (กิจการ 19:9,23 THSV11) (สำหรับกรณีอื่นๆ ที่ศาสนาคริสต์ถูกเรียกว่า “ทางนั้น” ดูได้จากกิจการ 22:4, 24:14, 22)
แนวความคิดเดียวกันนี้มีปรากฏอยู่ในข้อความอื่นๆ ในพระคัมภีร์ เช่น ตอนที่เปาโล กล่าวกับชาวเอเธนส์ว่า “...ในพระองค์ (พระเจ้า) เราถึงมีชีวิต เคลื่อนไหวได้ และเป็นอยู่นี้” (กิจการ 17:28 THA-ERV) ถ้าเรา "มีชีวิต" เราก็จะ "เคลื่อนไหว" ชีวิตไม่เคยหยุดนิ่ง หรือไม่เคลื่อนไหว ชีวิตหมายถึง การเติบโต การเคลื่อนไหว การพัฒนา การก้าวหน้าอยู่เสมอ ในสุภาษิต 4:18 (THSV11) บอกกับเราว่า “แต่วิถีของคนชอบธรรมเหมือนแสงอรุณ ซึ่งฉายสุกใสยิ่งๆ ขึ้นจนสว่างเต็มที่” ในเส้นทางชีวิตคริสเตียนนั้น เรากำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องสู่ความสว่างที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เมื่อเราก้าวไปตามเส้นทางแต่ละก้าว แสงก็จะสว่างขึ้น แสงสว่างของเมื่อวานนี้จะไม่สว่างเพียงพอสำหรับวันนี้ ไม่มีโอกาสสำหรับการยืนนิ่ง และยิ่งมีโอกาสน้อยกว่านั้นอีกสำหรับการหันหลังกลับ ไม่ว่าอดีตจะเคยสดใสเพียงใด ในอนาคตก็จะสดใสกว่าเสมอ
ความท้าทายให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างต่อเนื่องตามแนวทางคริสเตียนนี้ ฟังดูยากและเป็นการเรียกร้องมากเกินไปหรือไม่ครับ? ผมขอมอบถ้อยคำแห่งความมั่นใจอันเป็นสุขให้แก่คุณว่า 'เราไม่เคยถูกขอให้เดินบนเส้นทางนี้เพียงลำพัง' เพราะว่าองค์พระผู้เป็นเจ้าเองจะทรงอยู่กับเราในทุกย่างก้าวที่เราก้าวไป ในพันธสัญญาเดิมนั้น พระองค์ได้ทรงประทานพระสัญญาอันศักดิ์สิทธิ์แก่ประชากรของพระองค์ว่า
“อย่ากลัวเลย เพราะเราอยู่กับเจ้า อย่าขยาด เพราะเราเป็นพระเจ้าของเจ้า เราจะเสริมกำลังเจ้า เราจะช่วยเจ้า เราจะชูเจ้าด้วยมือขวาอันชอบธรรมของเรา” (อิสยาห์ 41:10 THSV11)
พระสัญญาดังกล่าวยังได้รับการยืนยันในพันธสัญญาใหม่โดยพระคริสต์เองอีกด้วยว่า
“...นี่แน่ะ เราจะอยู่กับท่านทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค” (มัทธิว 28:20 THSV11)
สองคนสามารถเดินไปด้วยกันได้หรือไม่?
ดังนั้น เราจึงต้องเรียนรู้ที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า สิ่งนี้หมายถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวที่ต่อเนื่องกับพระองค์ อาโมส 3:3 (THSV11) ตั้งคำถามว่า “สองคนจะเดินไปด้วยกันได้หรือ นอกจากทั้งสองจะได้ตกลงกันไว้ก่อน?” คำตอบที่รู้กันอยู่ก็คือ ไม่ นั่นเอง การที่เราจะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าได้นั้น เราต้อง "ยอมรับหรือเห็นพ้อง" กับพระองค์
โดยธรรมชาติแล้ว เราไม่ได้ยอมรับหรือเห็นพ้องกับพระเจ้าเลย ในทางตรงกันข้าม เปาโลได้บอกกับเราในโรม 8:7 (THSV11) ว่า “เพราะว่าการเอาใจใส่เนื้อหนังนั้นคือ การเป็นศัตรูต่อพระเจ้า เพราะเนื้อหนังไม่ปฏิบัติตามธรรมบัญญัติของพระเจ้า และที่จริงไม่สามารถปฏิบัติตามได้” คำว่า “เนื้อหนัง” หมายถึงความคิดและทัศนคติตามธรรมชาติของเราทุกคนก่อนที่พระคุณของพระเจ้าจะเริ่มเปลี่ยนแปลงเรา สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งกับพระเจ้าโดยตรง และไม่มีทางที่จะลงรอยกันได้เลย
ในอิสยาห์ 55:8–9 (THSV11) พระเจ้าทรงบอกเราอย่างชัดเจนว่า “'เพราะความคิดของเราไม่ใช่ความคิดของเจ้า และทางของพวกเจ้าก็ไม่ใช่ทางของเรา” พระยาเวห์ตรัสดังนี้แหละ 'เพราะฟ้าสวรรค์สูงกว่าแผ่นดินโลกอย่างไร ทางของเราก็สูงกว่าทางของพวกเจ้า และความคิดของเราก็สูงกว่าความคิดของเจ้าอย่างนั้น'” ยิ่งไปกว่านั้น พระเจ้าจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลง ในมาลาคี 3:6 (THSV11) พระองค์ทรงตรัสว่า “เพราะว่าเราคือพระยาห์เวห์ ไม่มีผันแปร...”
เนื่องจากทางและความคิดของพระเจ้านั้นค่อนข้างแตกต่างจากของเรา และเนื่องจากพระเจ้าจะไม่ทรงเปลี่ยนแปลง จึงเหลือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ หากเราต้องการที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า เราเองคือผู้ที่ต้องเปลี่ยนแปลง “ให้คนอธรรมละทิ้งทางของเขา และคนชั่วละทิ้งความคิดของเขา” (อิสยาห์ 55:7 THSV11) ทางและความคิดของเรานั้นจำเป็นต้องได้รับการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงนี้เรียกร้องการยอมจำนนที่สมบูรณ์ และการมอบถวายตัวตนทั้งสิ้นของเราแด่พระเจ้า
ใครเป็นเจ้าของ?
ในสิบเอ็ดบทแรกของพระธรรมโรม เปาโลได้เปิดเผยถึงการจัดเตรียมที่สมบูรณ์ของพระเจ้าในการไถ่เราผ่านทางความเชื่อในพระคริสต์ จากนั้นเปาโลได้เริ่มต้นบทที่ 12 ด้วยคำว่า “ดังนั้น พี่น้องทั้งหลาย โดยเห็นแก่ความเมตตากรุณาของพระเจ้า…” คำว่า “ดังนั้น” หมายถึงอะไร? คำนี้บ่งบอกถึงการตอบสนองที่เรียกร้องจากเราอันเนื่อง มาจากสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงกระทำเพื่อเรา การตอบสนองนี้คืออะไร? สิ่งนี้มีระบุไว้ในพระธรรมดังต่อไปนี้
“...ให้ถวายตัวของท่านแด่พระองค์ เพื่อเป็นเครื่องบูชาอันบริสุทธิ์ที่มีชีวิต และเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ซึ่งเป็นการนมัสการโดยวิญญาณจิตของท่าน อย่าลอกเลียนแบบอย่างคนในยุคนี้ แต่จงรับการเปลี่ยนแปลงจิตใจ แล้วอุปนิสัยของท่านจึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อท่านจะได้ทราบ พระประสงค์ของพระเจ้า จะได้รู้ว่าอะไรดี อะไรเป็นที่ชอบพระทัย และอะไรดียอดเยี่ยม” (โรม 12:1-2 THSV11)
ประเด็นพื้นฐานที่เปาโลกำลังพูดถึงในที่นี้ก็คือ เรื่องความเป็นเจ้าของ ในฐานะคริสเตียน เราไม่สามารถอ้างสิทธิ์ว่า เราเป็นเจ้าของตัวเองได้อีกต่อไป “ท่านรู้แล้วไม่ใช่หรือว่า ร่างกายของพวกท่านเป็นวิหารของพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้สถิตในท่าน ผู้ซึ่งพวกท่านได้รับจากพระเจ้า และท่านทั้งหลายไม่ใช่เจ้าของตัวท่านเอง? เพราะว่าพระเจ้าทรงซื้อท่านไว้แล้วด้วยราคาสูง ฉะนั้น จงถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าด้วยร่างกายของพวกท่านเถิด” (1 โครินธ์ 6:19–20 THSV11) “ราคา” ที่เราถูกซื้อมานั้นคือ “พระโลหิตอันล้ำค่าของพระคริสต์” (ดู 1 เปโตร 1:18–19) เนื่องด้วยพระเจ้าได้ทรงซื้อเราไว้ด้วยราคาที่แพงมหาศาลเช่นนี้ เราจึงเป็นของพระองค์ ไม่ใช่เจ้าของตัวเราเอง
แม้ว่าสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของเหนือชีวิตของเราจะเป็นของพระเจ้าก็ตาม แต่พระองค์จะไม่ทรงอ้างสิทธิ์ของพระองค์ในสิ่งที่ขัดแย้งกับความต้องการของเรา อย่างไรก็ตาม พระองค์จะทรงรอจนกว่าเราจะเข้าใจถึงเหตุผลของการอ้างสิทธิ์ของพระองค์ และมอบถวายร่างกายของเราโดยสมัครใจให้เป็นเครื่องบูชาที่มีชีวิต คำว่า "มีชีวิต" ชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างเครื่องบูชาในพันธสัญญาเดิมและเครื่องบูชาในพันธสัญญาใหม่ ภายใต้พันธสัญญาเดิมนั้น สัตว์ถูกฆ่าเพื่อถวายเป็นเครื่องบูชาแด่พระเจ้า แต่ภายใต้พันธสัญญาใหม่เรามอบถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้าขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ การมอบถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้านั้น ถือว่าเป็นการมอบถวายที่สมบูรณ์และเป็นที่สิ้นสุดเช่นเดียวกับการมอบถวายสัตว์ภายใต้พันธสัญญาเดิม
การมอบถวายร่างกายของเราแด่พระเจ้าควรเป็นสิ่งที่เรากระทำด้วยความชัดเจนและจริงจัง โดยเราอาจแสดงออกด้วยคำอธิษฐานดังตัวอย่างนี้ “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ด้วยราคาที่พระองค์ทรงจ่ายเพื่อไถ่ข้าพระองค์จากบาปนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าใจแล้วว่า ข้าพระองค์ไม่ได้เป็นเจ้าของตัวเองอีกต่อไป แต่ข้าพระองค์เป็นของพระองค์ ดังนั้น ข้าพระองค์จึงตั้งใจมอบถวายตัวของข้าพระองค์ทั้งร่างกายและทุกสิ่งที่มีอยู่ ภายในนั้นแด่พระองค์ให้เป็นดั่งเครื่องบูชาที่มีชีวิต ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพระองค์ทูลขอต่อพระองค์ และข้าพระองค์วางใจให้พระองค์ทรงเป็นเจ้าของและทรงควบคุมชีวิตของข้าพระองค์โดยสมบูรณ์ ในนามของพระเยซู เอเมน”
การเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของเราใหม่
เมื่อเราได้ยอมรับว่าพระเจ้าทรงเป็นเจ้าของชีวิตของเราแล้ว หนทางก็จะถูกเปิดออกให้พระองค์เข้ามาทำการเปลี่ยนแปลงสิ่งที่จำเป็น ทั้งในการดำเนินชีวิต และในความคิดของเรา และเราก็จะเริ่มมีประสบการณ์ที่ “ความคิดจิตใจของเราได้รับการเปลี่ยนใหม่” จากนั้น เมื่อความคิดจิตใจของเราได้รับการเปลี่ยนใหม่แล้ว เราก็จะเริ่ม “พิสูจน์ได้ว่า [โดยค้นพบจากประสบการณ์] อะไรคือน้ำพระทัยที่ดี ที่ชอบพระทัย และที่ดียอดเยี่ยม” ของพระเจ้า เราได้เห็นแล้วว่าความคิดจิตใจเก่าที่ยังไม่ได้รับการเปลี่ยนใหม่ของเรานั้น “เป็นศัตรูต่อพระเจ้า” (โรม 8:7 THSV11) พระเจ้าจะไม่มีวันเปิดเผยน้ำพระทัยของพระองค์สำหรับชีวิตของเราต่อความคิดจิตใจที่ยังเป็นศัตรูกับพระองค์ แต่เมื่อความคิดจิตใจของเราได้รับการเปลี่ยนใหม่อย่างต่อเนื่อง และมีความเห็นพ้องกับพระเจ้าแล้ว เราก็สามารถรับรู้น้ำพระทัยของพระเจ้าและดำเนินชีวิตในทางของพระเจ้าได้
กระบวนการของการเปลี่ยนความคิดจิตใจของเราใหม่นั้นส่งผลกระทบต่อสามด้านหลักๆ ในชีวิตของเรา ได้แก่ เป้าหมายที่เราแสวงหา แรงจูงใจในการแสวงหาเป้าหมาย และวิธีการที่เราใช้เพื่อบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น โดยธรรมชาติแล้ว เราทุกคนต่างมีตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง แต่ละครั้งเมื่อเราต้องเผชิญกับการตัดสินใจ เราจะถามตัวเราเองว่า สิ่งนี้จะส่งผลต่อฉันอย่างไร? ฉันจะได้อะไรจากสิ่งนี้? ฉันจะได้ผลลัพธ์อย่างที่ฉันต้องการได้อย่างไร? แต่เมื่อเราปฏิเสธการควบคุมชีวิตของเราเอง และยอมจำนนต่อความเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้าของพระคริสต์ สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดจะเริ่มเปลี่ยนแปลงไป
เราเรียนรู้จากแบบอย่างคำอธิษฐานของพระเยซูในมัทธิว 6:9–13 (TH1971) ว่าเป้าหมายของวิถีชีวิตนี้คือ “ให้แผ่นดินของพระองค์มาตั้งอยู่” และแรงจูงใจก็คือ “เพื่อพระสิริ (เป็นของพระเจ้า) สืบๆ ไปเป็นนิตย์” เมื่อคำถามที่เรามีต่อเป้าหมายและแรงจูงใจได้รับการแก้ไขแล้ว เราก็จะเผชิญกับคำถามที่เกี่ยวกับวิธีการคือ ฉันจะดำเนินชีวิตเพื่อส่งเสริมอาณาจักรของพระเจ้าและพระสิริของพระเจ้าได้อย่างไร?
พระคัมภีร์สอนเรา และประสบการณ์ของเราก็ยืนยันว่า ไม่มีความพยายามหรือความสามารถใดของเราเองที่เพียงพอ เราต้องการพลังอำนาจที่มากกว่านี้ และคำตอบของพระเจ้าต่อความต้องการดังกล่าวนี้มีอยู่ใน เศคาริยาห์ 4:6 (THSV11) “ 'ไม่ใช่ด้วยกำลัง ไม่ใช่ด้วยฤทธานุภาพ [หมายถึงไม่ใช่ด้วยกำลัง หรือด้วยความตั้งใจตามธรรมชาติ] แต่ด้วยวิญญาณของเรา' พระยาห์เวห์จอมทัพตรัสดังนี้แหละ" พลังอำนาจเดียวที่เพียงพอคือ ฤทธานุภาพของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ
ในช่วงต้นของประวัติศาสตร์มนุษย์ เราได้เห็นภาพของชายคนหนึ่งที่เรียนรู้ในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้าคือ “เอโนคดำเนินกับพระเจ้าแล้วก็หายไป เพราะพระเจ้าทรงรับเขาไป” (ปฐมกาล 5:24 THSV11) ในการดำเนินชีวิตอย่างต่อเนื่องเช่นนี้ เอโนคได้พัฒนาความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระเจ้า จนในที่สุดการรักษามิตรภาพกับพระเจ้าไว้ไม่ให้ขาดตอนกลายเป็นธรรมชาติชีวิตของเขามากกว่าการกลับไปบ้านฝ่ายโลกของเขา
ฮีบรู 11:5–6 (THSV11) เผยเคล็ดลับในการดำเนินชีวิตของเอโนคกับพระเจ้า “โดยความเชื่อ เอโนคจึงถูกรับขึ้นไป [ถูกรับขึ้นไป หมายถึงการเปลี่ยนสภาพจากการดำรงชีวิตฝ่ายโลกไปอยู่ในสวรรค์อันเป็นนิรันดร์กาล] เพื่อไม่ให้ท่านประสบกับความตาย ‘ไม่มีผู้ใดพบท่านเพราะพระเจ้าทรงรับท่านไปแล้ว’; เพราะก่อนที่ท่านจะถูกรับขึ้นไปนั้น ท่านได้รับการรับรองแล้วว่า ท่านเป็นที่พอพระทัยของพระเจ้า แต่ถ้าไม่มีความเชื่อแล้ว จะไม่เป็นที่พอพระทัยเลย” คำสำคัญที่ถูกกล่าวซ้ำๆ เพื่อเน้นย้ำคือความเชื่อ ความเชื่อเป็นข้อกำหนดพื้นฐานที่จำเป็นในการดำเนินชีวิตกับพระเจ้าที่จะทำให้พระองค์พอพระทัย
ความเชื่อคืออะไร? ฮีบรู 11:1 บอกเราว่า
“ความเชื่อคือความมั่นใจในสิ่งที่หวังไว้ เป็นความแน่ใจในสิ่งที่มองไม่เห็น” (THSV11)
ความเชื่อเป็น "การสัมผัส" ในฝ่ายวิญญาณซึ่งทำให้เราแยกแยะหรือหยั่งรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ไม่ได้เปิดเผยต่อสัมผัสตามธรรมชาติของเราได้ ความเชื่อเชื่อมต่อเรากับความเป็นจริงที่ไม่อาจเห็นด้วยตาสองประการ คือ ตัวของพระเจ้าเองและพระวจนะของพระเจ้า
ในฐานะคริสเตียน เปาโลได้บอกกับเราว่า “เพราะว่าเราดำเนินโดยความเชื่อ ไม่ใช่โดยสิ่งที่มองเห็น” (2 โครินธ์ 5:7; THSV11) การมองเห็นในที่นี้หมายถึง ความรู้ทางประสาทสัมผัสโดยทั่วไป การมองเห็นถูกนำเสนอให้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความเชื่อ ดังนั้นความเชื่อจึงปฏิเสธการไว้วางใจในประสาทสัมผัส และการไว้วางใจในประสาทสัมผัสก็ปฏิเสธความเชื่อ ด้วยเหตุนี้เราแต่ละคนจึงต้องเผชิญกับคำถามว่า 'สิ่งไหนเป็นจริงสำหรับฉันมากกว่ากัน — พระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ หรือความรู้สึกของจิตใจและความรู้ทางประสาทสัมผัสของฉันเอง?
ความเชื่อที่แท้จริงนั้นยึดติดอยู่กับพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์อย่างแน่วแน่ (ไม่เปลี่ยนแปลง - ผู้แปล) และปฏิเสธความรู้สึกต่างๆ ของประสาทสัมผัส เมื่อใดก็ตามที่ความรู้สึกเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับพระคำของพระเจ้า แบบอย่างที่ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ของความเชื่อเช่นนี้คือ อับราฮัม อันที่จริงอับราฮัมถูกเรียกว่า “บิดาของบรรดาผู้ที่เชื่อ” และเราถูกท้าทายให้ “ดำเนินตามย่างก้าวแห่งความเชื่อของอับราฮัมบิดาของเรา” (โรม 4:12) คำพูดของเปาโลในที่นี้ยืนยันถึงสิ่งที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับชีวิตคริสเตียนคือ การเป็นคริสเตียนไม่ได้มีสภาวะที่คงสภาพเดิมอยู่ตลอดเวลา แต่เป็น "การดำเนินไป" ซึ่งเราก้าวหน้าไปอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวไปด้วยความเชื่อก้าวต่อก้าว
วิธีดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ
ข้อถัดไปในโรม 4:17–21 เปาโลได้ยกตัวอย่างที่เจาะจงของการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อของอับราฮัมคือ พระเจ้าทรงสัญญากับอับราฮัมว่าท่านและซาราห์จะมีบุตรคนหนึ่งซึ่งจะกลายเป็นบิดาของชาติที่่ยิ่งใหญ่ ทว่าทั้งสองท่านมีอายุที่สิ่งดังกล่าวไม่สามารถเป็นไปได้ทางกายภาพ อีกทั้งเด็กก็ยังไม่ถือกำเนิดมา แต่เมื่อต้องเผชิญกับความขัดแย้งระหว่างสิ่งที่พระเจ้าทรงสัญญากับสิ่งที่ประสาทสัมผัสบอกอับราฮัมเกี่ยวกับสภาพร่างกายของท่านและซาราห์ อับราฮัมเลือกที่จะยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า แทนที่จะถูกจำกัดด้วยสภาพร่างกายของท่านและซาราห์
“ท่านไม่ได้หวั่นไหวแคลงใจในพระสัญญาของพระเจ้า แต่ท่านมีความเชื่อมั่นคง จึงถวายเกียรติแด่พระเจ้า ท่านเชื่อมั่นว่า พระเจ้าทรงสามารถทำสิ่งที่ทรงสัญญาได้” (โรม 4:20–21; THSV11)
ในการดำเนินชีวิตโดยความเชื่อนี้ เราสัมพันธ์กับโลกสองใบไปพร้อมๆ กัน คือ โดยทางประสาทสัมผัส เราสัมพันธ์กับโลกธรรมชาติด้านกายภาพรอบตัวเรา และโดยความเชื่อ เราสัมพันธ์กับโลกที่มองไม่เห็นด้วยตาอันเป็นนิรันดร์ของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์ ใน 2 โครินธ์ 4:18 (THSV11) เปาโลได้ทำให้โลกทั้งสองนี้มีความแตกต่างกัน เขากล่าวว่า พระประสงค์ของพระเจ้าสำเร็จในชีวิตของเราได้แม้ในเวลาที่ต้องผ่านความทุกข์ยาก เพราะ “เราไม่ได้เอาใจใส่ในสิ่งที่มองเห็น แต่เอาใจใส่ในสิ่งที่มองไม่เห็น เพราะว่าสิ่งที่มองเห็นนั้นไม่ยั่งยืน แต่สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นถาวรนิรันดร์” ในคำพูดที่เปาโลใช้นั้นมีเจตนาทำให้ข้อความดูขัดแย้งกัน เราจะมองเห็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้อย่างไร? คำตอบก็คือโดยความเชื่อ ความเชื่อคือ "การสัมผัส" ฝ่ายวิญญาณซึ่งเราใช้มองสิ่งที่เป็นจริงของโลกในนิรันดร์กาลที่เรามองไม่เห็นด้วยตา
สิ่งที่สำคัญคือ การประเมินสิ่งที่ประสาทสัมผัสได้รับอย่างถูกต้อง เพราะพระเจ้าไม่ได้ทรงขอให้เราปิดหูปิดตาและเดินไปมาราวกับว่าโลกทางกายภาพรอบตัวเรานั้นไม่มีอยู่จริง ความเชื่อไม่ใช่ความคืดที่ลึกลับ เราไม่ได้สงสัยในความเป็นจริงของสิ่งที่ประสาทสัมผัสของเราได้เปิดเผย แต่เราสงสัยใน 'ผลลัพธ์สุดท้าย' ของมัน
อับราฮัมเป็นตัวอย่างที่สมบูรณ์แบบของเรื่องนี้ ประสาทสัมผัสของท่านบอกท่านว่า ด้วยสภาพทางกายภาพแล้ว ท่านไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ แต่พระเจ้าทรงสัญญาว่าท่านจะมีบุตรชายคนหนึ่ง อับราฮัมไม่ได้เสแสร้งว่าสิ่งที่ประสาทสัมผัสของท่านได้เปิดเผยกับท่านเกี่ยวกับร่างกายของท่านเองนั้นไม่เป็นจริง ท่านเพียงแต่ปฏิเสธที่จะยอมรับว่าสิ่งนั้นคือผลลัพธ์สุดท้าย เมื่อพระวจนะของพระเจ้าสัญญากับท่านอย่างหนึ่งและประสาทสัมผัสของท่านบอกกับท่านอีกอย่างหนึ่ง ท่านจะยึดมั่นในพระสัญญาของพระเจ้าอย่างแน่วแน่ โดยไม่ปล่อยให้ประสาทสัมผัสทำให้ท่านสงสัยในพระสัญญานั้น ในที่สุดหลังจากที่ความเชื่อของท่านได้ถูกทดสอบแล้ว สภาพร่างกายของท่านก็ได้รับการปรับให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระเจ้าได้ทรงสัญญาไว้ และท่านก็มีสภาพฝ่ายกายภาพที่สามารถมีบุตรได้จริงๆ
ความเชื่อมีความเกี่ยวโยงอย่างใกล้ชิดกับความถ่อมใจ ในโรม 3:27 เปาโลบอกกับเราว่า การโอ้อวดนั้นไม่รวมอยู่ในกฎแห่งความเชื่อ ส่วนในฮาบากุก 2:4 บอกกับเราว่าการโอ้อวด ความมั่นใจในตนเอง และความเชื่ออันถ่อมใจเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามซึ่งแยกออกจากกันโดยสิ้นเชิง
“ดูเถิด ผู้ที่จิตใจผยองขึ้นก็ไม่เที่ยงธรรม แต่ว่าคนชอบธรรมจะมีชีวิตดำรงอยู่โดยความเชื่์อ” (KJV)
จิตวิญญาณที่เย่อหยิ่งซึ่งถูกยกขึ้นนั้นหมายถึง บุคคลที่วางใจในความสามารถตามธรรมชาติและความรู้ของประสาทสัมผัสของตนเอง ส่วนคนชอบธรรมที่ดำเนินชีวิตโดยความเชื่อของเขานั้นคือ บุคคลที่ปฏิเสธความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และสิ่งที่ประสาทสัมผัสของเขาเปิดเผยกับเขา เช่นเดียวกับอับราฮัม เขาเลือกที่จะวางใจในความจริงที่มองไม่เห็นแต่ถาวรนิรันดร์ของพระเจ้าและพระวจนะของพระองค์
มีคาห์ 6:8 (THSV11) มนุษย์เอ๋ย พระองค์ทรงสำแดงแก่เจ้าแล้วว่าอะไรดี? และพระยาห์เวห์ทรงประสงค์อะไรจากเจ้า? นอกจากให้ทำความยุติธรรมและให้รักความเมตตา และให้ดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้าของเจ้าด้วยความถ่อมใจ” พระธรรมตอนนี้ได้แนะนำว่า ความถ่อมใจเป็นสิ่งที่เราต้องตัดสินใจทำเพื่อที่จะดำเนินชีวิตไปกับพระเจ้า (ขยายความ) วลีที่ว่า “ด้วยความถ่อมใจ” สะท้อนถึงภาษาฮีบรูดั้งเดิมได้อย่างถูกต้อง ซึ่งบ่งบอกถึงการตัดสินใจที่เราแต่ละคนต้องทำ “ข้าแต่องค์พระผู้เป็นเจ้า ข้าพระองค์ขอปฏิเสธความมั่นใจในความสามารถและความรู้ของประสาทสัมผัสของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เลือกที่จะวางใจในพระองค์และในพระวจนะของพระองค์มากกว่า โดยพระคุณของพระองค์ ข้าพระองค์จะดำเนินชีวิตโดยความเชื่อ ไม่ใช่ด้วยสิ่งที่ตามองเห็น” ทัศนคติของการพึ่งพาพระเจ้าด้วยความถ่อมใจนี้เปิดทางให้กับการดำเนินชีวิตอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่องไปกับพระองค์
ในจดหมายฉบับถัดไป เราจะพูดถึงภาคปฏิบัติที่ได้ผลอย่างยิ่งซึ่งเราสามารถฝึกฝนการดำเนินชีวิตที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าได้

*Free download
*This Teaching Letter is available to download, print and share for personal or church use.
ดาวน์โหลด PDFรหัส: TL-L088-100-THA