ในจดหมายฉบับนี้ ผมจะยังคงพูดถึงหัวข้อเดียวกันกับจดหมายฉบับที่แล้ว คือ การนมัสการ

ในสดุดี 96:8 (ฉบับมาตรฐาน) ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งไว้สำหรับการเข้าเฝ้าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า นั่นคือ จงนำของถวายมายังพระนิเวศน์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ และในอพยพ 23:15 (ฉบับมาตรฐาน) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนยันว่า “ห้ามผู้ใดมาเข้าเฝ้าเรามือเปล่า”

มีเครื่องบูชาหลายอย่างที่เราอาจนำมาถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้ เช่น ค⁠ำ⁠ข⁠อ⁠บ⁠พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ุ⁠ณ คำสรรเสริญ เงินทอง ทรัพย์สิ่งของ การรับใช้ และผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของเรา แต่ในการนมัสการนั้น เรานำเครื่องบูชาที่ส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดของเรามาถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า นั่นคือ ตัวของเราเอง พิธีกรรมใดๆ ทางศาสนาที่ไม่ได้จบลงด้วยการถวายตัวของเราเองแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ก็ไม่ใช่การนมัสการที่แท้จริง

บรรดาเครื่องบูชาต่างๆ ในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์เดิมนั้น เครื่องบูชาที่เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการถวายตัวของเราเองแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า คือ ธัญบูชา (ดู เลวีนิติ 2:1-11) ซึ่งมีหลักการสำคัญบางประการที่น่าจะชี้แนะเราในการนมัสการของเราได้

หากจะให้การนมัสการของเราเป็นที่ยอมรับได้ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠านั้น ชีวิตที่เรามอบถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ต้องได้รับ “การบดจนละเอียด” หมายถึง ยอมจำนนต่อการสั่งสอนของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าอย่างสมบูรณ์ โดยจะต้องไม่มีสิ่งที่เป็น “ก้อน” ซึ่งเล็งถึงการเอาแต่ใจของตนเองหรือการไม่เชื่อฟัง

มีสองสิ่งซึ่งเป็นส่วนประกอบของธัญบูชา คือ น้ำมันและกำยาน น้ำมันนั้นเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ ซึ่งเตือนเราถึงการพ⁠ึ⁠่⁠ง⁠พ⁠าพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ เพื่อทำให้เครื่องบูชาของเรานั้นเป็นที่ยอมรับได้

ส่วนกำยานนั้น เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง โดยตัวของมันเองแล้ว ไม่มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ แต่เมื่อถูกเผาไหม้ มันจะส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวออกมา ซึ่งกลิ่นหอมนี้สะท้อนภาพของการนมัสการของเราที่ลอยขึ้นไปสู่เบื้องพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า

จากเครื่องบูชานี้ มีเพียงกำมือเดียวของน้ำมันและแป้งเท่านั้นที่ถูกเผาไฟถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นของปุโรหิต อย่างไรก็ตาม กำยานทั้งหมดถูกถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าแต่เพียงผู้เดียวและเป็นการเฉพาะ สิ่งนี้เตือนเราว่า ไม่มีมนุษย์คนใดควรได้รับแม้แต่กลิ่นอายแห่งการนมัสการของประชากรของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ด้วยเหตุนี้ ผู้นำที่ยอมให้ผู้ติดตามข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠ามอบสิ่งใดก็ตามที่มีค่าเทียบเท่ากับการนมัสการแก่พวกเขา ก็จะตกอยู่ภายใต้การพิพากษาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา พ⁠ั⁠น⁠ธ⁠ก⁠ิ⁠จแนวคาริสมาติกบางแห่งจึงจบลงด้วยค⁠ว⁠า⁠มหายนะ

ห้ามถวายเครื่องธัญบูชาพร้อมกับเชื้อขนมปังหรือน้ำผึ้ง (เลวีนิติ 2:11) ใน 1 โครินธ์ 5:8 เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วถึง “ขนมปังไร้เชื้อว่า หมายถึง ค⁠ว⁠า⁠มจริงใจและสัจจะ” ดังนั้น เชื้อขนมปังจึงเป็นสัญลักษณ์แทนค⁠ว⁠า⁠มไม่จริงใจหรือค⁠ว⁠า⁠มไม่ซื่อสัตย์ในทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำเพิ่มเติมโดยการห้ามใช้น้ำผึ้ง เพราะน้ำผึ้งนั้นแม้จะหวานลิ้นก็จริง แต่ต่างกับกำยาน เพราะไม่สามารถต้านทานไฟได้ เมื่อถูกเผาไหม้จะกลายเป็นเพียงก้อนสีดำเหนียวๆ ในการนมัสการของเราก็เช่นกัน เราต้องหลีกเลี่ยงการพูดเกินจริง หรือการใช้สำนวนทางศาสนาที่ไม่จริงใจ เราคงไม่กล้าที่จะปฏิญาณหรือให้คำมั่นสัญญาใดๆ ที่ไม่สามารถทนต่อการทดสอบด้วยไฟได้

ในท้ายที่สุด เครื่องธัญบูชาทุกชนิดจะต้องได้รับการปรุงด้วย "เกลือแห่งพันธสัญญา" (เลวีนิติ 2:13) พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงเข้าสู่ค⁠ว⁠า⁠มสัมพันธ์ถาวรกับมนุษย์บนพื้นฐานของ "พันธสัญญา" เท่านั้น ซึ่งก็คือ ข้อผูกมัดร่วมกันระหว่างพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠ากับมนุษย์ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงผูกมัดพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เองต่อผู้เชื่อ แต่ในทางกลับกัน ผู้เชื่อก็ต้องผูกมัดตนเองต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าด้วย การนมัสการที่ไม่ได้เกิดจากข้อผูกมัดแห่งพันธสัญญาจึงเป็นการนมัสการที่ "จืดชืด" และไม่เป็นที่ยอมรับ

การเข้าถึงพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า

ในสดุดี 100:4 (ฉบับมาตรฐาน) ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้อธิบายถึง สองขั้นตอนต่อเนื่องกันในการเข้าเฝ้าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า คือ จงเข้าประตูของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศน์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยการสรรเสริญ ในขั้นตอนแรก เราเข้าสู่ประตูด้วยการขอบพระคุณ จากนั้นเราจึงผ่านเข้าสู่บริเวณพระนิเวศน์ด้วยการสรรเสริญ ด้วยวิธีนี้เอง เราจึงสามารถเข้าถึงพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้โดยตรง ม⁠ิ⁠ฉ⁠ะ⁠น⁠ั⁠้⁠นแล้ว แม้เราจะอธิษฐานต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าและพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงได้ยินเราก็ตาม แต่เราก็กำลังอธิษฐานจากจุดที่อยู่ห่างไกล

เราก็จะเป็นเหมือนกับคนโรคเรื้อนสิบคนที่บรรยายไว้ในลูกา 17:12-19 เราอาจร้องทูลต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูจากระยะไกล และพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงได้ยินและทรงเมตตาเรา แต่เราก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้ชิดพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ได้

เป็นที่น่าสังเกตว่าคนโรคเรื้อนเพียงคนเดียวที่ได้เข้ามาใกล้ชิดพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูจริงๆ คือ คนที่กลับมาขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสกับเขาว่า “ค⁠ว⁠า⁠มเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายดีแล้ว” ซึ่งในภาษากรีกคือ “ได้ช่วยเจ้าให้รอดแล้ว” คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนหายดีก็จริง แต่มีเพียงคนเดียวที่ขอบพระคุณเท่านั้นที่ได้รับค⁠ว⁠า⁠มรอดด้วย

ในสดุดี 95:1-7 (ฉบับมาตรฐาน) ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้นำเราผ่านสองขั้นตอนในการเข้าเฝ้าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าเหมือนกัน คือ การขอบพระคุณและการสรรเสริญ แต่จากนั้นท่านก็นำเราก้าวไปอีกขั้นหนึ่งเข้าสู่การนมัสการ ในข้อ 1 และ 2 บรรยายถึงการแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างกึกก้องด้วยค⁠ว⁠า⁠มชื่นชมยินดี และการขอบพระคุณ ส่วนข้อ 3, 4 และ 5 ให้เหตุผลสำหรับการสรรเสริญของเรา นั่นคือ ค⁠ว⁠า⁠มย⁠ิ⁠่⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ญ⁠่แห่งการทรงสร้างของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า แต่ในข้อ 6 เราก็ก้าวต่อไปเข้าสู่การนมัสการ

มาเถิด ให้เรานมัสการและกราบลง

อีกครั้งหนึ่งที่เราเห็นว่าการนมัสการแสดงออกผ่านทางท่าทางของร่างกาย นั่นคือ การก้มกราบและการคุกเข่า

ข้อ 7 เผยให้เห็นถึงเหตุผลที่เราควรนมัสการว่า เพราะพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าของเรา การนมัสการเป็นของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าแต่เพียงผู้เดียวและเป็นการเฉพาะ พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ผู้ที่เรานมัสการ คือ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าของเรา

แต่ตอนท้ายของข้อ 7 ได้นำเราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง คือ "วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ุ⁠ร⁠เ⁠ส⁠ี⁠ย⁠งของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์" หลังจากเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างกึกก้องด้วยค⁠ว⁠า⁠มชื่นชมยินดีในข้อก่อนหน้านี้แล้ว ก็จะตามมาด้วยการสงบนิ่งแบบพิเศษ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการนมัสการเท่านั้น ในการสงบนิ่งนั้น เราจะได้ยินเพียงเสียงเดียว นั่นคือ พ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ุ⁠ร⁠เ⁠ส⁠ี⁠ย⁠งขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เท่านั้นที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าสามารถตรัสกับเราได้ด้วยค⁠ว⁠า⁠มชัดเจนและด้วยสิทธิอำนาจซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีอื่นใด

การสงบนิ่งเป็นส่วนสำคัญของการนมัสการที่แท้จริง เราต้องมาถึงจุดที่เราไม่มีคำอธิษฐานทูลขอสิ่งใด ไม่มีวาระส่วนตัว และไม่มีการจำกัดเวลา ค⁠ว⁠า⁠มปรารถนาเดียวของเรา คือ การได้อยู่ในการทรงสถิตของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นต้องมาจากการริเริ่มของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ไม่ใช่ของเรา

การนั่งแทบพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู

ในลูกา 10:38–42 (ฉบับมาตรฐาน) ม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์ (พี่และน้องสาวของลาซารัสและมารธา) ได้เป็นแบบอย่างให้เราเห็นว่า เธอได้นั่งแทบพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูและฟังถ้อยคำของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ในอีกด้านหนึ่ง มารธานั้น "วุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ" เธอจึงทูลขอให้พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูสั่งม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์ให้มาช่วยเธอ แต่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสตอบว่า "สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้"

ทุกวันนี้ มีผู้รับใช้พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่อุทิศตนสักกี่คนที่เป็นเหมือนมารธา ซึ่ง "วุ่นวายอยู่กับการรับใช้มากมาย"? พวกเขายุ่งเกินกว่าที่จะ "เสียเวลากับพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู" คือ เพียงแค่นั่งอยู่แทบพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

ผลลัพธ์ของเวลาที่ม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์ได้ใช้แทบพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูนั้น ภายหลังถูกอธิบายไว้ในยอห์น 12:3–7 คือ ขณะที่เหล่าสาวกคนอื่นๆ กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บนโต๊ะ "ม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์นำน้ำมันหอมนารดาบริสุทธิ์ หนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู และเอาผมเช็ดพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ เรือนก็หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันนั้น" (ข้อ 3 ฉบับมาตรฐาน) นี่คือการแสดงออกของการนมัสการผ่านกลิ่นหอมที่อบอวลไปทั่วทั้งบ้าน

เหล่าสาวกคนอื่นๆ วิพากษ์วิจารณ์ม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์ว่าฟุ่มเฟือยเกินไป แต่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงเห็นชอบกับก⁠า⁠ร⁠ก⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ำของเธอ โดยตรัสว่า “อย่าห้ามนางเลย ให้นางเก็บน้ำมันนี้ไว้จนถึงวันฝังศพของเรา"

ดูเหมือนว่าในเวลานั้น ม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์เป็นเพียงสาวกคนเดียวที่เข้าใจว่าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูจะต้องสิ้นพระชนม์ เธอเรียนรู้ค⁠ว⁠า⁠มลับนี้ขณะที่นั่งแทบพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ใช่หรือไม่?

การชโลมน้ำมันบนร่างกายที่กำลังเตรียมสำหรับการฝังศพนั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิวที่ได้รับการยอมรับ ด้วยการคาดการณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ม⁠า⁠ร⁠ี⁠ย⁠์ได้ชโลมพ⁠ร⁠ะ⁠ก⁠า⁠ยของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูด้วยน้ำมันหอมราคาแพงที่สุดเท่าที่เธอมีอยู่ เธอเพียงผู้เดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ ต่อมาผู้หญิงคนอื่นๆ มาที่อุโมงค์เพื่อชโลมพระศพของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู (ดู มาระโก 16:1) แต่พวกเขาทั้งหลายมาสายเกินไป! เพราะพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงเป็นขึ้นมาจากที่ฝังพระศพแล้ว

ขอให้ประชากรของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าในวันนี้ได้ใช้เวลาในการนั่งแทบพระบาทของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู เถิด! แน่นอนว่า เมื่อเราทำเช่นนั้น การนมัสการของเราจะอยู่เหนือขีดจำกัดทั้งปวงยิ่งขึ้น และบางที เราอาจได้รับการเปิดเผยสำแดงที่พิเศษซึ่งไม่สามารถมาถึงเราผ่านช่องทางอื่นได้เลย

แบบอย่างของการนมัสการในสวรรค์

นิมิตของอิสยาห์เกี่ยวกับเสราฟิม (ดู อิสยาห์ 6:1–8) ทำให้เราได้เห็นภาพของการนมัสการที่เกิดขึ้นในสวรรค์ คำว่า "เสราฟ" มีค⁠ว⁠า⁠มเชื่อมโยงโดยตรงกับคำภาษาฮีบรูที่แปลว่า "เผาไหม้" เสราฟิมจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นไฟ แต่ละตนมีหกปีก (ในขณะที่เครูบในเอเสเคียล 1:6 มีสี่ปีก)

การนมัสการของเสราฟิมมีสองรูปแบบ คือ การเปล่งเสียงจากปากข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า และการแสดงออกทางร่างกาย ด้วยปากข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า พวกเขาป่าวประกาศว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือ พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์จอมทัพ” คำว่า "บริสุทธิ์" เป็นคำคุณศัพท์เพียงคำเดียวในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ที่ใช้ถึงสามครั้งในประโยคเดียวแด่พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์

เสราฟิมใช้ปีกข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠าในสามลักษณะ คือ สองปีกใช้คลุมหน้า สองปีกใช้คลุมเท้า และสองปีกใช้บิน การคลุมหน้าและเท้าข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠านั้นเป็นการแสดงออกถึงการนมัสการ ส่วนการบินเป็นการแสดงออกถึงการรับใช้ พวกเขาใช้ปีกสี่ปีกสำหรับการนมัสการ และใช้เพียงสองปีกสำหรับการรับใช้

ประชากรของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าบนโลกจำเป็นต้องดำเนินตามแบบอย่างนี้ ประการแรก คือ เราควรให้ค⁠ว⁠า⁠มสำคัญกับการนมัสการมากเป็นสองเท่าของการรับใช้ ประการที่สอง คือ เราต้องตระหนักว่า การรับใช้ที่มีประสิทธิภาพจะต้องเกิดจากการนมัสการ เพราะในช่วงเวลาที่เรานมัสการนั้น เราจะได้รับการเปิดเผยและการทรงนำสำหรับการรับใช้ของเรา

ในวิวรณ์บทที่ 4 เราถูกนำขึ้นไปยังพ⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ี⁠่⁠น⁠ั⁠่⁠งในสวรรค์ ในบทสั้นๆ นี้ซึ่งมีเพียง 11 ข้อ แต่มีคำว่า "พ⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ี⁠่⁠น⁠ั⁠่⁠ง" ปรากฏถึง 14 ครั้ง และจากพ⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ี⁠่⁠น⁠ั⁠่⁠งนี้เองที่จักรวาลถูกปกครอง และสิ่งสำคัญที่บทนี้เน้น คือ การนมัสการ

สิ่งมีชีวิตที่มีหกปีกเหล่านี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับเสราฟิมในนิมิตของอิสยาห์ โดยมีสาระสำคัญเหมือนกัน คือ การเปล่งคำว่า "บริสุทธิ์" ซ้ำสามครั้ง "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์"

ในวิวรณ์บทที่ 5 จุดสนใจอยู่ที่สิงโตแห่งเผ่ายูดาห์ ผู้ซึ่งเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ม⁠ษ⁠โ⁠ป⁠ด⁠กผู้ถูกป⁠ล⁠ง⁠พ⁠ร⁠ะ⁠ช⁠น⁠ม⁠์ ผู้ทรงยืนอยู่กลางพ⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ี⁠่⁠น⁠ั⁠่⁠ง การประทับอยู่ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เป็นเครื่องเตือนใจนิรันดร์ว่า ชัยชนะนั้นมาจากการสละชีวิตของเรา และจากพ⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ี⁠่⁠น⁠ั⁠่⁠งนั้นเอง วงล้อมแห่งการนมัสการได้แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด

ขั้นแรก สิ่งมีชีวิตทั้งสี่และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน ต่างหมอบกราบและร้องเพลงบทใหม่ (วิวรณ์ 5:8–10) จากนั้น ทูตสวรรค์นับล้านๆ องค์ ก็ป่าวประกาศก้องด้วยเสียงอันดังว่า “พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ม⁠ษ⁠โ⁠ป⁠ด⁠กผู้ทรงถูกป⁠ล⁠ง⁠พ⁠ร⁠ะ⁠ช⁠น⁠ม⁠์แล้วนั้น ทรงสมควร” (วิวรณ์ 5:11–12) หลังจากนั้น สรรพสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดินโลก และในมหาสมุทร ก็เข้าร่วมประสานเสียงในการอวยพรแด่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ผู้ประทับบนพระที่นั้งและแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ม⁠ษ⁠โ⁠ป⁠ด⁠ก (วิวรณ์ 5:13–14) จุดส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดของการนมัสการ คือ เสียง “อาเมน!” ครั้งสุดท้าย จากสิ่งมีชีวิตทั้งสี่และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน (วิวรณ์ 5:14)

ผู้เดียวที่ทรงสมควรเป็นศูนย์กลางของการนมัสการเช่นนี้ คือ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ม⁠ษ⁠โ⁠ป⁠ด⁠กผู้ถูกป⁠ล⁠ง⁠พ⁠ร⁠ะ⁠ช⁠น⁠ม⁠์ หากการนมัสการของเราบนโลกจะสอดคล้องกับการนมัสการในสวรรค์ ก็จะต้องมีจุดศูนย์รวมเดียวกัน นั่นคือ พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ผู้ประทับบนพ⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ี⁠่⁠น⁠ั⁠่⁠งและพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ม⁠ษ⁠โ⁠ป⁠ด⁠กผู้ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

6
แบ่งปัน