อิสระในการนมัสการ (ตอนที่ 2)

Derek Prince
*First Published: 1995
*Last Updated: เมษายน 2026
9 min read
This teaching is not currently available in ไทย.
ในจดหมายฉบับนี้ ผมจะยังคงพูดถึงหัวข้อเดียวกันกับจดหมายฉบับที่แล้ว คือ การนมัสการ
ในสดุดี 96:8 (ฉบับมาตรฐาน) ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้กำหนดเงื่อนไขสำคัญประการหนึ่งไว้สำหรับการเข้าเฝ้าพระเจ้า นั่นคือ จงนำของถวายมายังพระนิเวศน์ของพระองค์ และในอพยพ 23:15 (ฉบับมาตรฐาน) องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงยืนยันว่า “ห้ามผู้ใดมาเข้าเฝ้าเรามือเปล่า”
มีเครื่องบูชาหลายอย่างที่เราอาจนำมาถวายแด่พระเจ้าได้ เช่น คำขอบพระคุณ คำสรรเสริญ เงินทอง ทรัพย์สิ่งของ การรับใช้ และผลงานจากน้ำพักน้ำแรงของเรา แต่ในการนมัสการนั้น เรานำเครื่องบูชาที่สูงสุดของเรามาถวายแด่พระเจ้า นั่นคือ ตัวของเราเอง พิธีกรรมใดๆ ทางศาสนาที่ไม่ได้จบลงด้วยการถวายตัวของเราเองแด่พระเจ้า ก็ไม่ใช่การนมัสการที่แท้จริง
บรรดาเครื่องบูชาต่างๆ ในพระคัมภีร์เดิมนั้น เครื่องบูชาที่เป็นสัญลักษณ์เล็งถึงการถวายตัวของเราเองแด่พระเจ้า คือ ธัญบูชา (ดู เลวีนิติ 2:1-11) ซึ่งมีหลักการสำคัญบางประการที่น่าจะชี้แนะเราในการนมัสการของเราได้
หากจะให้การนมัสการของเราเป็นที่ยอมรับได้ของพระเจ้านั้น ชีวิตที่เรามอบถวายแด่พระองค์ต้องได้รับ “การบดจนละเอียด” หมายถึง ยอมจำนนต่อการสั่งสอนของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์ โดยจะต้องไม่มีสิ่งที่เป็น “ก้อน” ซึ่งเล็งถึงการเอาแต่ใจของตนเองหรือการไม่เชื่อฟัง
มีสองสิ่งซึ่งเป็นส่วนประกอบของธัญบูชา คือ น้ำมันและกำยาน น้ำมันนั้นเป็นสัญลักษณ์เล็งถึงพระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเตือนเราถึงการพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์ เพื่อทำให้เครื่องบูชาของเรานั้นเป็นที่ยอมรับได้
ส่วนกำยานนั้น เป็นยางไม้หอมชนิดหนึ่ง โดยตัวของมันเองแล้ว ไม่มีอะไรน่าประทับใจเป็นพิเศษ แต่เมื่อถูกเผาไหม้ มันจะส่งกลิ่นหอมเฉพาะตัวออกมา ซึ่งกลิ่นหอมนี้สะท้อนภาพของการนมัสการของเราที่ลอยขึ้นไปสู่เบื้องพระพักตร์พระเจ้า
จากเครื่องบูชานี้ มีเพียงกำมือเดียวของน้ำมันและแป้งเท่านั้นที่ถูกเผาไฟถวายแด่พระเจ้า ส่วนที่เหลือทั้งหมดเป็นของปุโรหิต อย่างไรก็ตาม กำยานทั้งหมดถูกถวายแด่พระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวและเป็นการเฉพาะ สิ่งนี้เตือนเราว่า ไม่มีมนุษย์คนใดควรได้รับแม้แต่กลิ่นอายแห่งการนมัสการของประชากรของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ผู้นำที่ยอมให้ผู้ติดตามของพวกเขามอบสิ่งใดก็ตามที่มีค่าเทียบเท่ากับการนมัสการแก่พวกเขา ก็จะตกอยู่ภายใต้การพิพากษาของพระเจ้า และนี่เป็นเหตุผลหนึ่งว่า ทำไมในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา พันธกิจแนวคาริสมาติกบางแห่งจึงจบลงด้วยความหายนะ
ห้ามถวายเครื่องธัญบูชาพร้อมกับเชื้อขนมปังหรือน้ำผึ้ง (เลวีนิติ 2:11) ใน 1 โครินธ์ 5:8 เปาโลกล่าวถึง “ขนมปังไร้เชื้อว่า หมายถึง ความจริงใจและสัจจะ” ดังนั้น เชื้อขนมปังจึงเป็นสัญลักษณ์แทนความไม่จริงใจหรือความไม่ซื่อสัตย์ในทุกรูปแบบ
นอกจากนี้ ยังมีการเน้นย้ำเพิ่มเติมโดยการห้ามใช้น้ำผึ้ง เพราะน้ำผึ้งนั้นแม้จะหวานลิ้นก็จริง แต่ต่างกับกำยาน เพราะไม่สามารถต้านทานไฟได้ เมื่อถูกเผาไหม้จะกลายเป็นเพียงก้อนสีดำเหนียวๆ ในการนมัสการของเราก็เช่นกัน เราต้องหลีกเลี่ยงการพูดเกินจริง หรือการใช้สำนวนทางศาสนาที่ไม่จริงใจ เราคงไม่กล้าที่จะปฏิญาณหรือให้คำมั่นสัญญาใดๆ ที่ไม่สามารถทนต่อการทดสอบด้วยไฟได้
ในท้ายที่สุด เครื่องธัญบูชาทุกชนิดจะต้องได้รับการปรุงด้วย "เกลือแห่งพันธสัญญา" (เลวีนิติ 2:13) พระเจ้าทรงเข้าสู่ความสัมพันธ์ถาวรกับมนุษย์บนพื้นฐานของ "พันธสัญญา" เท่านั้น ซึ่งก็คือ ข้อผูกมัดร่วมกันระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์ พระเจ้าทรงผูกมัดพระองค์เองต่อผู้เชื่อ แต่ในทางกลับกัน ผู้เชื่อก็ต้องผูกมัดตนเองต่อพระเจ้าด้วย การนมัสการที่ไม่ได้เกิดจากข้อผูกมัดแห่งพันธสัญญาจึงเป็นการนมัสการที่ "จืดชืด" และไม่เป็นที่ยอมรับ
การเข้าถึงพระเจ้า
ในสดุดี 100:4 (ฉบับมาตรฐาน) ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้อธิบายถึง สองขั้นตอนต่อเนื่องกันในการเข้าเฝ้าพระเจ้า คือ จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศน์ของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ ในขั้นตอนแรก เราเข้าสู่ประตูด้วยการขอบพระคุณ จากนั้นเราจึงผ่านเข้าสู่บริเวณพระนิเวศน์ด้วยการสรรเสริญ ด้วยวิธีนี้เอง เราจึงสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยตรง มิฉะนั้นแล้ว แม้เราจะอธิษฐานต่อพระเจ้าและพระองค์จะทรงได้ยินเราก็ตาม แต่เราก็กำลังอธิษฐานจากจุดที่อยู่ห่างไกล
เราก็จะเป็นเหมือนกับคนโรคเรื้อนสิบคนที่บรรยายไว้ในลูกา 17:12-19 เราอาจร้องทูลต่อพระเยซูจากระยะไกล และพระองค์จะทรงได้ยินและทรงเมตตาเรา แต่เราก็ไม่สามารถเข้ามาใกล้ชิดพระองค์ได้
เป็นที่น่าสังเกตว่าคนโรคเรื้อนเพียงคนเดียวที่ได้เข้ามาใกล้ชิดพระเยซูจริงๆ คือ คนที่กลับมาขอบพระคุณพระองค์ พระเยซูตรัสกับเขาว่า “ความเชื่อของเจ้าทำให้เจ้าหายดีแล้ว” ซึ่งในภาษากรีกคือ “ได้ช่วยเจ้าให้รอดแล้ว” คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนหายดีก็จริง แต่มีเพียงคนเดียวที่ขอบพระคุณเท่านั้นที่ได้รับความรอดด้วย
ในสดุดี 95:1-7 (ฉบับมาตรฐาน) ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้นำเราผ่านสองขั้นตอนในการเข้าเฝ้าพระเจ้าเหมือนกัน คือ การขอบพระคุณและการสรรเสริญ แต่จากนั้นท่านก็นำเราก้าวไปอีกขั้นหนึ่งเข้าสู่การนมัสการ ในข้อ 1 และ 2 บรรยายถึงการแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างกึกก้องด้วยความชื่นชมยินดี และการขอบพระคุณ ส่วนข้อ 3, 4 และ 5 ให้เหตุผลสำหรับการสรรเสริญของเรา นั่นคือ ความยิ่งใหญ่แห่งการทรงสร้างของพระเจ้า แต่ในข้อ 6 เราก็ก้าวต่อไปเข้าสู่การนมัสการ
มาเถิด ให้เรานมัสการและกราบลง
อีกครั้งหนึ่งที่เราเห็นว่าการนมัสการแสดงออกผ่านทางท่าทางของร่างกาย นั่นคือ การก้มกราบและการคุกเข่า
ข้อ 7 เผยให้เห็นถึงเหตุผลที่เราควรนมัสการว่า เพราะพระองค์ทรงเป็นพระเจ้าของเรา การนมัสการเป็นของพระเจ้าแต่เพียงผู้เดียวและเป็นการเฉพาะ พระองค์ผู้ที่เรานมัสการ คือ พระเจ้าของเรา
แต่ตอนท้ายของข้อ 7 ได้นำเราก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง คือ "วันนี้ถ้าท่านทั้งหลายได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์" หลังจากเสียงแซ่ซ้องสรรเสริญอย่างกึกก้องด้วยความชื่นชมยินดีในข้อก่อนหน้านี้แล้ว ก็จะตามมาด้วยการสงบนิ่งแบบพิเศษ ซึ่งเกิดขึ้นได้จากการนมัสการเท่านั้น ในการสงบนิ่งนั้น เราจะได้ยินเพียงเสียงเดียว นั่นคือ พระสุรเสียงขององค์พระผู้เป็นเจ้า ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้เท่านั้นที่พระเจ้าสามารถตรัสกับเราได้ด้วยความชัดเจนและด้วยสิทธิอำนาจซึ่งไม่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยวิธีอื่นใด
การสงบนิ่งเป็นส่วนสำคัญของการนมัสการที่แท้จริง เราต้องมาถึงจุดที่เราไม่มีคำอธิษฐานทูลขอสิ่งใด ไม่มีวาระส่วนตัว และไม่มีการจำกัดเวลา ความปรารถนาเดียวของเรา คือ การได้อยู่ในการทรงสถิตของพระเจ้า และสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้นต้องมาจากการริเริ่มของพระเจ้า ไม่ใช่ของเรา
การนั่งแทบพระบาทของพระเยซู
ในลูกา 10:38–42 (ฉบับมาตรฐาน) มารีย์ (พี่และน้องสาวของลาซารัสและมารธา) ได้เป็นแบบอย่างให้เราเห็นว่า เธอได้นั่งแทบพระบาทของพระเยซูและฟังถ้อยคำของพระองค์ ในอีกด้านหนึ่ง มารธานั้น "วุ่นวายอย่างมากกับการปรนนิบัติ" เธอจึงทูลขอให้พระเยซูสั่งมารีย์ให้มาช่วยเธอ แต่พระเยซูตรัสตอบว่า "สิ่งที่จำเป็นนั้นมีเพียงสิ่งเดียว และมารีย์ก็เลือกเอาส่วนที่ดีนั้น ใครจะชิงเอาไปจากเธอไม่ได้"
ทุกวันนี้ มีผู้รับใช้พระเจ้าที่อุทิศตนสักกี่คนที่เป็นเหมือนมารธา ซึ่ง "วุ่นวายอยู่กับการรับใช้มากมาย"? พวกเขายุ่งเกินกว่าที่จะ "เสียเวลากับพระเยซู" คือ เพียงแค่นั่งอยู่แทบพระบาทของพระองค์
ผลลัพธ์ของเวลาที่มารีย์ได้ใช้แทบพระบาทของพระเยซูนั้น ภายหลังถูกอธิบายไว้ในยอห์น 12:3–7 คือ ขณะที่เหล่าสาวกคนอื่นๆ กำลังนั่งรับประทานอาหารอยู่บนโต๊ะ "มารีย์นำน้ำมันหอมนารดาบริสุทธิ์ หนักประมาณครึ่งกิโลกรัม ซึ่งมีราคาแพงมากมาชโลมพระบาทพระเยซู และเอาผมเช็ดพระบาทของพระองค์ เรือนก็หอมฟุ้งไปด้วยกลิ่นน้ำมันนั้น" (ข้อ 3 ฉบับมาตรฐาน) นี่คือการแสดงออกของการนมัสการผ่านกลิ่นหอมที่อบอวลไปทั่วทั้งบ้าน
เหล่าสาวกคนอื่นๆ วิพากษ์วิจารณ์มารีย์ว่าฟุ่มเฟือยเกินไป แต่พระเยซูทรงเห็นชอบกับการกระทำของเธอ โดยตรัสว่า “อย่าห้ามนางเลย ให้นางเก็บน้ำมันนี้ไว้จนถึงวันฝังศพของเรา"
ดูเหมือนว่าในเวลานั้น มารีย์เป็นเพียงสาวกคนเดียวที่เข้าใจว่าพระเยซูจะต้องสิ้นพระชนม์ เธอเรียนรู้ความลับนี้ขณะที่นั่งแทบพระบาทของพระองค์ใช่หรือไม่?
การชโลมน้ำมันบนร่างกายที่กำลังเตรียมสำหรับการฝังศพนั้นเป็นธรรมเนียมปฏิบัติของชาวยิวที่ได้รับการยอมรับ ด้วยการคาดการณ์ถึงการสิ้นพระชนม์ของพระองค์ มารีย์ได้ชโลมพระกายของพระเยซูด้วยน้ำมันหอมราคาแพงที่สุดเท่าที่เธอมีอยู่ เธอเพียงผู้เดียวที่ได้รับสิทธิพิเศษนี้ ต่อมาผู้หญิงคนอื่นๆ มาที่อุโมงค์เพื่อชโลมพระศพของพระเยซู (ดู มาระโก 16:1) แต่พวกเขาทั้งหลายมาสายเกินไป! เพราะพระองค์ทรงเป็นขึ้นมาจากที่ฝังพระศพแล้ว
ขอให้ประชากรของพระเจ้าในวันนี้ได้ใช้เวลาในการนั่งแทบพระบาทของพระเยซู เถิด! แน่นอนว่า เมื่อเราทำเช่นนั้น การนมัสการของเราจะอยู่เหนือขีดจำกัดทั้งปวงยิ่งขึ้น และบางที เราอาจได้รับการเปิดเผยสำแดงที่พิเศษซึ่งไม่สามารถมาถึงเราผ่านช่องทางอื่นได้เลย
แบบอย่างของการนมัสการในสวรรค์
นิมิตของอิสยาห์เกี่ยวกับเสราฟิม (ดู อิสยาห์ 6:1–8) ทำให้เราได้เห็นภาพของการนมัสการที่เกิดขึ้นในสวรรค์ คำว่า "เสราฟ" มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับคำภาษาฮีบรูที่แปลว่า "เผาไหม้" เสราฟิมจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะเป็นไฟ แต่ละตนมีหกปีก (ในขณะที่เครูบในเอเสเคียล 1:6 มีสี่ปีก)
การนมัสการของเสราฟิมมีสองรูปแบบ คือ การเปล่งเสียงจากปากของพวกเขา และการแสดงออกทางร่างกาย ด้วยปากของพวกเขา พวกเขาป่าวประกาศว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ คือ พระยาห์เวห์จอมทัพ” คำว่า "บริสุทธิ์" เป็นคำคุณศัพท์เพียงคำเดียวในพระคัมภีร์ที่ใช้ถึงสามครั้งในประโยคเดียวแด่พระยาห์เวห์
เสราฟิมใช้ปีกของพวกเขาในสามลักษณะ คือ สองปีกใช้คลุมหน้า สองปีกใช้คลุมเท้า และสองปีกใช้บิน การคลุมหน้าและเท้าของพวกเขานั้นเป็นการแสดงออกถึงการนมัสการ ส่วนการบินเป็นการแสดงออกถึงการรับใช้ พวกเขาใช้ปีกสี่ปีกสำหรับการนมัสการ และใช้เพียงสองปีกสำหรับการรับใช้
ประชากรของพระเจ้าบนโลกจำเป็นต้องดำเนินตามแบบอย่างนี้ ประการแรก คือ เราควรให้ความสำคัญกับการนมัสการมากเป็นสองเท่าของการรับใช้ ประการที่สอง คือ เราต้องตระหนักว่า การรับใช้ที่มีประสิทธิภาพจะต้องเกิดจากการนมัสการ เพราะในช่วงเวลาที่เรานมัสการนั้น เราจะได้รับการเปิดเผยและการทรงนำสำหรับการรับใช้ของเรา
ในวิวรณ์บทที่ 4 เราถูกนำขึ้นไปยังพระที่นั่งในสวรรค์ ในบทสั้นๆ นี้ซึ่งมีเพียง 11 ข้อ แต่มีคำว่า "พระที่นั่ง" ปรากฏถึง 14 ครั้ง และจากพระที่นั่งนี้เองที่จักรวาลถูกปกครอง และสิ่งสำคัญที่บทนี้เน้น คือ การนมัสการ
สิ่งมีชีวิตที่มีหกปีกเหล่านี้ดูเหมือนจะสอดคล้องกับเสราฟิมในนิมิตของอิสยาห์ โดยมีสาระสำคัญเหมือนกัน คือ การเปล่งคำว่า "บริสุทธิ์" ซ้ำสามครั้ง "บริสุทธิ์ บริสุทธิ์ บริสุทธิ์"
ในวิวรณ์บทที่ 5 จุดสนใจอยู่ที่สิงโตแห่งเผ่ายูดาห์ ผู้ซึ่งเป็นพระเมษโปดกผู้ถูกปลงพระชนม์ ผู้ทรงยืนอยู่กลางพระที่นั่ง การประทับอยู่ของพระองค์เป็นเครื่องเตือนใจนิรันดร์ว่า ชัยชนะนั้นมาจากการสละชีวิตของเรา และจากพระที่นั่งนั้นเอง วงล้อมแห่งการนมัสการได้แผ่ขยายออกไปเรื่อยๆ จนในที่สุดครอบคลุมจักรวาลทั้งหมด
ขั้นแรก สิ่งมีชีวิตทั้งสี่และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน ต่างหมอบกราบและร้องเพลงบทใหม่ (วิวรณ์ 5:8–10) จากนั้น ทูตสวรรค์นับล้านๆ องค์ ก็ป่าวประกาศก้องด้วยเสียงอันดังว่า “พระเมษโปดกผู้ทรงถูกปลงพระชนม์แล้วนั้น ทรงสมควร” (วิวรณ์ 5:11–12) หลังจากนั้น สรรพสิ่งมีชีวิตอื่นๆ ทั้งในสวรรค์ บนแผ่นดินโลก ใต้แผ่นดินโลก และในมหาสมุทร ก็เข้าร่วมประสานเสียงในการอวยพรแด่พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั้งและแด่พระเมษโปดก (วิวรณ์ 5:13–14) จุดสูงสุดของการนมัสการ คือ เสียง “อาเมน!” ครั้งสุดท้าย จากสิ่งมีชีวิตทั้งสี่และผู้อาวุโสยี่สิบสี่คน (วิวรณ์ 5:14)
ผู้เดียวที่ทรงสมควรเป็นศูนย์กลางของการนมัสการเช่นนี้ คือ พระเมษโปดกผู้ถูกปลงพระชนม์ หากการนมัสการของเราบนโลกจะสอดคล้องกับการนมัสการในสวรรค์ ก็จะต้องมีจุดศูนย์รวมเดียวกัน นั่นคือ พระองค์ผู้ประทับบนพระที่นั่งและพระเยซู พระเมษโปดกผู้ทรงยืนอยู่เบื้องหน้าพระองค์

*Free download
*This Teaching Letter is available to download, print and share for personal or church use.
ดาวน์โหลด PDFรหัส: TL-L007-100-THA