"แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนที่นมัสการอย่างแท้จริงจะนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าด้วยจิตวิญญาณและค⁠ว⁠า⁠มจริง เพราะว่าพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าทรงแสวงหาคนเช่นนั้นมานมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์" (ยอห์น 4:23 - ฉบับมาตรฐาน)

น่าอัศจรรย์ใช่ไหม? ที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าผู้ทรงฤทธานุภาพส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ด ผู้ทรงครอบครองทรัพยากรทั้งจักรวาล ทรงกำลังแสวงหาผู้คนที่จะมานมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ คือ คนอย่างคุณและผม ซึ่งมาจากเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ล้มลงในบาป! อะไรคือแรงจูงใจของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า? พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงต้องการได้รับการยืนยันและการยอมรับอย่างนั้นหรือ? ไม่เลย!

ไม่เลย - พระทัยของพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสำแดงพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เองในพระสิริอันบริบูรณ์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์แก่ผู้ที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงสร้าง นี่คือพระพรอันส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ประทาน

การเปิดเผยของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠านั้นเกิดขึ้นก่อน และวิธีที่ดีที่สุด คือ ผ่านทางพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะอันล้ำค่าของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ นั่นคือพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสว่า 'ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสองจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา' (ยอห์น 14:23 - ฉบับมาตรฐาน) โดยทางพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า เมื่อเราได้รับไว้และเชื่อฟัง พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าและพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ุ⁠ต⁠รจะเสด็จมาประทับอยู่ในเรา

สิ่งนี้เองจะนำเราไปสู่การนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าผู้ซึ่งเราได้รับไว้ ยิ่งเรารู้จักพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าผ่านทางพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ดีมากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งปรารถนาที่จะนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์มากขึ้นเท่านั้น เราอาจจะวัดขนาดพื้นที่ของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่มีอยู่ในชีวิตของเราได้จากระดับของค⁠ว⁠า⁠มปรารถนาที่เราอยากนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

ประการแรก เราจำต้องตระหนักว่า การนมัสการไม่ได้ประกอบด้วยการร้องบทเพลงชีวิตคริสเตียน หรือเพลงประสานเสียง หรือการฟังคณะนักร้องประสานเสียง หรือแม้แต่การอธิษฐาน แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามหลักการก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้สามารถหรือควรนำเราเข้าสู่การนมัสการ

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การนมัสการไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของค⁠ว⁠า⁠มบันเทิงทางฝ่ายวิญญาณ เพราะในการนมัสการนั้น เราไม่ได้มุ่งเน้นค⁠ว⁠า⁠มสนใจไปที่ตัวเราเอง หรือประสบการณ์ของเรา แต่เรามุ่งเน้นค⁠ว⁠า⁠มสนใจไปที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า การนมัสการ คือ การสามัคคีธรรมที่เข้าถึงได้โดยตรง สนิทสนม และเป็นส่วนตัวกับพระผู้สร้างของเรา นับว่าเป็นกิจกรรมขั้นส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดที่วิญญาณของมนุษย์สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม การนมัสการไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ฝ่ายวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพทั้งหมดของมนุษย์ด้วย

เป็นค⁠ว⁠า⁠มเข้าใจผิดเช่นกันที่จะคิดว่าการนมัสการเป็นสิ่งที่เราทำแค่ในที่ประชุมของค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รหรือในที่สาธารณะเท่านั้น แต่การนมัสการควรเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการใช้เวลาส่วนตัวของเรากับพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า (หรือการเฝ้าเดี่ยว) อันที่จริง ค⁠ว⁠า⁠มหมายดั้งเดิมของคำว่า "การใช้เวลาส่วนตัว" คือ การแสดงออกของการนมัสการ หากเรานมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าแต่เพียงในที่สาธารณะหรือในที่ประชุมของค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รเท่านั้น ก็จะเป็นการแสดงออกที่ไม่จริงใจหรือเสแสร้ง เพราะเป็นแค่เพียง "ก⁠า⁠ร⁠ก⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ำ" ทางศาสนา ที่เราทำต่อหน้าผู้อื่นเท่านั้น

ในทางกลับกัน การนมัสการร่วมกันในที่ประชุมของค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รสามารถนำแต่ละบุคคลเข้าสู่การตระหนักรู้ถึงพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าและพระบารมีของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ในระดับที่สูงขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งไม่สามารถได้รับจากการใช้เวลาส่วนตัวกับพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าเพียงลำพัง

น่าเศร้าที่ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการนมัสการของคริสเตียนได้ตกต่ำลงอย่างมากจากแบบอย่างที่นำเสนอไว้ในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ ผมได้ศึกษาค้นคว้าคำหลักทั้งหมดที่พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ใช้สำหรับการนมัสการ และผมได้มาถึงข้อสรุปที่น่าตื่นเต้นและเป็นดั่งการปฏิวัติ นั่นคือ ทุกคำที่ใช้สำหรับการนมัสการทั้งในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์เดิมและพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ใหม่นั้น ล้วนอธิบายถึงท่าทางของร่างกาย และเพื่อให้มองเห็นภาพ เราจะยกตัวอย่างประกอบโดยเริ่มตั้งแต่ศีรษะแล้วไล่ลงมา

การแสดงออกที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การก้มศีรษะ เมื่อคนรับใช้ของอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠ม ผู้ที่กำลังแสวงหาเจ้าสาวให้บุตรชายของนายของตน ตระหนักว่าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงนำเขาไปยังครอบครัวของพี่ชายของอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠ม ในปฐมกาล 24:26 (ฉบับมาตรฐาน) “ชายนั้นก็ก้มลงนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์” (หมายเหตุ: ฉบับคิงเจมส์ แปลว่า "ก้มศีรษะ")

อีกครั้งหนึ่ง เมื่อโมเสสและอาโรนก⁠ล⁠่⁠า⁠วรายงานต่อพวกผู้ใหญ่ของคนอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลในอียิปต์ว่า พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ทรงสัญญาว่าจะปลดปล่อยพวกเขาจากการเป็นทาส การตอบสนองข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠าก็เป็นเหมือนเดิม คือ "พวกเขากราบลงนมัสการ (หรือก้มศีรษะ)" (อพยพ 4:31 - ฉบับมาตรฐาน)

มือของเราก็มีบทบาทสำคัญในการนมัสการของเราเช่นกัน การตอบสนองของด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดต่อค⁠ว⁠า⁠มรักมั่นคงของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้ถูกพรรณาไว้ในสดุดี 63:4 (ฉบับมาตรฐาน)

“ข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะถวายสาธุการแด่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ตราบที่ข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์มีชีวิตอยู่ข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะชูมือต่อพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์”

ในสดุดี 141:2 ด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดพรรณาถึงการแสดงออกของการนมัสการที่คล้ายคลึงกันคือ

ขอให้คำอธิษฐานของข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เป็นเหมือนเครื่องหอมเฉพาะพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์และการที่ข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ชูมือขึ้นอธิษฐานเป็นเหมือนของถวายเวลาเย็น

ในสดุดี 143:6 (ฉบับมาตรฐาน) ด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดพรรณาถึงท่าทางของมือที่แตกต่างกัน ซึ่งแสดงออกถึงค⁠ว⁠า⁠มปรารถนาอันแรงกล้าของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ที่ทรงมีต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า

ข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ชูมือทั้งคู่ไปยังพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จิตใจของข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์กระหายหาพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์อย่างแผ่นดินที่แห้งผาก

การยกมือขึ้นเป็นการแสดงออกว่าเรายอมรับในพระบารมีของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ส่วนการกางมือออกแสดงถึงค⁠ว⁠า⁠มปรารถนาของเราที่จะได้รับจากพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า

ผลงานศิลปะซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดชิ้นหนึ่งที่สื่อถึงการอธิษฐาน น่าจะเป็นภาพ 'มือแห่งการอธิษฐาน" (Praying Hands) ของอัลเบรชท์ ดือเรอร์ ภาพนี้อาจเป็นภาพของการวิงวอนมากกว่าการนมัสการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ ดือเรอร์ไม่ได้มุ่งเน้นค⁠ว⁠า⁠มสนใจไปที่ริมฝีปาก หรือแม้แต่ใบหน้าของผู้ที่กำลังอธิษฐาน แต่กลับมุ่งเน้นไปที่มือ

อีกวิธีหนึ่งที่เราอาจจะใช้มือของเราในการนมัสการได้ถูกพรรณาไว้ในสดุดี 47:1-2 (ฉบับมาตรฐาน)

ช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิทั้งหลายเอ๋ย จงตบมือ

โดยการตบมือด้วยท่าทีเช่นนี้ เป็นการยอมรับในพระบารมีอันน่าเกรงขามขององค์กษัตริย์ผู้ย⁠ิ⁠่⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ญ⁠่ของเรา และเมื่อรวมสิ่งนี้เข้ากับการโห่ร้องแห่งชัยชนะ ก็เป็นการประกาศถึงชัยชนะอันสมบูรณ์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ บางครั้งผมเคยอยู่ในที่ประชุมซึ่งเมื่อมีบางสิ่งที่พูดหรือทำไปนั้นก่อให้เกิดการตบมือ และบางครั้งก็มีการโห่ร้องด้วย บางทีผู้ที่ตอบสนองในลักษณะนี้อาจไม่ได้ตระหนักว่า นั่นคือการแสดงออกของการนมัสการตามพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์

ผมขอเสริมหน่อยนะครับว่า การโห่ร้อง ไม่ได้หมายถึงการร้องเพลงเสียงดัง แต่หมายถึงการโห่ร้องจริงๆ นั่นคือ การใช้ปอดของเราอย่างเต็มที่

เมื่อซาโลมอนถวายพระวิหารที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงสร้างแด่พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ได้ทรงกางพระหัตถ์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ออก แต่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ยังทรงทำมากไปกว่านั้นคือ ได้ทรงคุกเข่าลง (2 พงศาวดาร 6:12-13 - ฉบับมาตรฐาน) การนมัสการในรูปแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของการยอมจำนนต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์อย่างสิ้นเชิง

ในเอเฟซัส 3:14 (ฉบับคิงเจมส์) เปาโลเปิดเผยว่าท่านเองก็เข้าหาพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าในท่าทางเช่นนี้ว่า “ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”

ในที่สุด จักรวาลทั้งหมดจะแสดงการยอมจำนนต่อพระผู้สร้าง ในอิสยาห์ 45:23 (ฉบับมาตรฐาน) พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ทรงประกาศว่า “เราปฏิญาณโดยตัวเราเอง...ว่าทุกเข่าจะกราบลงต่อเรา…” ในฟิลิปปี 2:10 (ฉบับมาตรฐาน) เปาโลเปิดเผยให้เห็นว่า การยอมจำนนนี้จะกระทำต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูโดยเฉพาะ ในฐานะผู้ปกครองที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงแต่งตั้งไว้ “เพื่อที่ว่าเพราะพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูนั้น ทุกเข่าจะคุกลงกราบพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์...”

ยังมีการแสดงออกของการนมัสการอีกรูปแบบหนึ่งที่รวมทุกส่วนของร่างกาย และถูกพรรณาไว้ในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์บ่อยกว่าท่าทางอื่นใด นั่นคือ การซบหน้าลงถึงดินต่อพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า เมื่อเราซบหน้าลงถึงดินในลักษณะนี้ แสดงว่าเรายอมรับในการพ⁠ึ⁠่⁠ง⁠พ⁠าของเราต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงเพิกถอนค⁠ว⁠า⁠มปรารถนาที่จะเป็นอิสระจากพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ซึ่งเตือนให้เราระลึกถึงสาเหตุของการไม่เชื่อฟังดั้งเดิมของอาดัมและเอวา อันเเป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงธรรมชาติที่ล้มลงของลูกหลานทุกคนข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า

บุรุษผู้ย⁠ิ⁠่⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ญ⁠่ในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ส่วนใหญ่ ต่างเคยซบหน้าลงถึงดินต่อพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ในปฐมกาลบทที่ 17 ได้บันทึกไว้ถึงสองครั้งว่า อ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มซบหน้าลงถึงดินต่อพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า (ข้อ 3, 17 - ฉบับมาตรฐาน)

เมื่อพ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ทรงปรากฏแก่โ⁠ย⁠ช⁠ู⁠ว⁠า ณ นอกเมืองเยรีโคในฐานะจอมทัพแห่งกองทัพของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า โ⁠ย⁠ช⁠ู⁠ว⁠าก็กราบลงถึงดิน ต่อมาพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงบัญชาให้ท่านถอดรองเท้าออกจากเท้าของท่านด้วย (โ⁠ย⁠ช⁠ู⁠ว⁠า 5:13-15 - ฉบับมาตรฐาน) ก⁠า⁠ร⁠ก⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ำทั้งสองอย่างนี้ คือ การซบหน้าลงถึงดินและการถอดรองเท้านั้น เป็นการแสดงออกของการนมัสการ และด้วยท่าทางแห่งการนมัสการเช่นนี้เอง โ⁠ย⁠ช⁠ู⁠ว⁠าจึงได้รับพระบัญชาจากพ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์สำหรับการยึดเมืองเยรีโค

อย่างไรก็ตาม ตามมาตรฐานในปัจจุบัน การนมัสการที่แหวกแนวที่สุดถูกบรรยายไว้ใน 2 ซามูเอล 6:12-14 (ฉบับมาตรฐาน) เมื่อด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดนำหีบพันธสัญญามายังเยรูซาเล็มได้สำเร็จ พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เต้นรำเฉพาะพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ด้วยสุดกำลังของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ เนื่องจากด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดเป็นนักรบผู้กล้าหาญ วลีที่ว่า “สุดกำลังของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์” จึงบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวที่เต็มพลังอย่างยิ่ง ซึ่งรวมเอาทุกส่วนของร่างกายของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วย นี่เป็นการแสดงออกที่เหมาะสมที่สุดถึงค⁠ว⁠า⁠มปิติยินดีและการสำนึกในพระคุณที่มีต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าอย่างเปี่ยมล้น

บทนี้ปิดท้ายด้วยคำเตือนสำหรับผู้ที่อาจมีปฏิกิริยาเชิงลบต่อการแสดงออกของการนมัสการที่มีพลังเช่นนั้น ดังที่ มีคาล ภรรยาของด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดได้วิพากษ์วิจารณ์พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ที่ทรงแสดงออกเช่นนั้น และผลก็คือ เธอสูญเสียสิทธิพิเศษในการมีบุตร ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นทัศนคติแบบเนื้อหนังสามารถนำไปสู่ค⁠ว⁠า⁠มแห้งแล้งฝ่ายวิญญาณได้

ผมได้ก⁠ล⁠่⁠า⁠วไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การร้องเพลงไม่ใช่การนมัสการโดยตัวของมันเอง แต่ข้อค⁠ว⁠า⁠มนี้จำเป็นต้องมีการขยายค⁠ว⁠า⁠มเพิ่มเติม คือ ในบางกรณี การร้องเพลงสามารถเคลื่อนเข้าสู่การนมัสการได้โดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน การตบมือหรือการเต้นรำก็อาจเป็นการแสดงออกถึงการสรรเสริญได้พอๆ กับการนมัสการ ภาษาของมนุษย์นั้นไม่ละเอียดพอที่จะระบุเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการนมัสการและการสรรเสริญในรูปแบบต่างๆ ได้

ทำไมต้องเป็นร่างกาย?

เราอาจถามว่า เหตุใดร่างกายจึงมีบทบาทสำคัญเช่นนี้ในการนมัสการของเรา? ในเมื่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสว่า เราควรนมัสการด้วยจิตวิญญาณและค⁠ว⁠า⁠มจริง (ยอห์น 4:24) ค⁠ำ⁠ต⁠อ⁠บอยู่ที่ค⁠ว⁠า⁠มเข้าใจถึงค⁠ว⁠า⁠มสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบสามประการที่ประกอบกันเป็นบุคลิกภาพของมนุษย์ คือ วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย (ดู 1 เธสะโลนิกา 5:23)

วิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของเราที่สามารถติดต่อกับพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้โดยตรง (ดู 1 โครินธ์ 6:17) แต่ในการแสดงออกนั้น วิญญาณต้องการค⁠ว⁠า⁠มร่วมมือจากจิตใจ ซึ่งเป็นส่วนที่เจตจำนงทำงานผ่าน และเป็นส่วนของการตัดสินใจสำหรับทั้งหมดของตัวบุคคล ดังนั้นจิตใจจึงเป็นตัวกำหนดให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามเจตจำนง

ค⁠ำ⁠พ⁠ู⁠ดของด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ด ในสดุดี 103:1 (ฉบับมาตรฐาน) ที่ว่า "จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์..." ทำให้เราเห็นภาพของการทำงานนี้ คือ วิญญาณของด⁠า⁠ว⁠ิ⁠ดได้รับการกระตุ้นให้ถวายสาธุการแด่พ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ และเร้าจิตใจของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ให้ตัดสินใจอย่างเหมาะสม จากนั้นจิตใจของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จึงต้องสั่งการร่างกายให้เคลื่อนไหว โดยเริ่มต้นที่อวัยวะซึ่งใช้ในการเปล่งเสียง เพื่อแสดงออกถึงการถวายสาธุการตามที่วิญญาณของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมอบถวาย

เมื่อพิจารณาจากมุมมองนี้ การนมัสการ คือ กิจกรรมที่วิญญาณทำงานผ่านจิตใจเพื่อก่อให้เกิดการแสดงออกอย่างเหมาะสมของร่างกาย หากจิตใจและร่างกายไม่ตอบสนองต่อการเร้าของวิญญาณ ร่างกายก็เปรียบเสมือนเรือนจำที่กักขังวิญญาณไว้ ทำให้ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ มีคนมากมายในค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รยุคปัจจุบันที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ คือ วิญญาณถูกกักขังอยู่ในร่างกายที่ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ กิจกรรมทางกายภาพข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠าในค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รถูกจำกัดอยู่แค่การเคลื่อนไหวที่ทำเป็นประจำเพียงไม่กี่อย่าง คือ เมื่อพวกเขาเดินเข้าไป ก็นั่งลง ยืนขึ้น นั่งลง ยืนขึ้น และก็เดินออกไปอีกครั้ง ผลก็คือ พวกเขาแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดที่วิญญาณข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠าสามารถทำได้เลย นั่นคือ การนมัสการพระผู้สร้างอย่างไร้ขีดจำกัด

อย่างไรก็ตาม ยังมีค⁠ว⁠า⁠มผิดพลาดในทางตรงกันข้าม นั่นคือ จิตใจและร่างกายอาจ "เคลื่อนไหวไปตามท่าทาง" ของการนมัสการ โดยปราศจากการริเริ่มหรือการมีส่วนร่วมของวิญญาณ ผลก็คือ นั่นเป็นเพียงกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่การนมัสการที่แท้จริง รูปแบบการนมัสการตามพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์นั้น กำหนดให้ทั้งสามส่วนมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างกลมเกลียว คือ วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย โดยมีวิญญาณเป็นผู้ริเริ่ม ค⁠ว⁠า⁠มกลมเกลียวของค⁠ว⁠า⁠มสามารถทั้งหมดของเรานี่เองที่ก่อให้เกิดอิสรภาพที่แท้จริง

วิญญาณแห่งค⁠ว⁠า⁠มแข็งกระด้าง

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีประสบการณ์หนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นเหมือน "อุทาหรณ์" เพื่ออธิบายให้เห็นภาพของสถานการณ์เช่นนี้ (คือวิญญาณแห่งค⁠ว⁠า⁠มแข็งกระด้าง) ขณะที่ผมอยู่กับกลุ่มคริสเตียนที่กำลังอธิษฐานรอคอยพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ทันใดนั้น มือของผมก็ยกขึ้นกลางอากาศโดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจเลย และร่างกายของผมก็เกิดอาการกระตุกเป็นช่วงๆ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ผมรู้สึกอายและสงสัยว่าคนอื่นๆ จะคิดอย่างไร จากนั้นผมก็ถามตัวเองว่า อะไรสำคัญกว่ากัน สิ่งที่คนอื่นคิด หรือสิ่งที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าต้องการจะทำเพื่อผม? ผมจึงตัดสินใจยอมจำนนต่อสิ่งที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠ากำลังทำโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ แท้จริงแล้ว คนส่วนใหญ่ในกลุ่มต่างจดจ่ออยู่กับพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠ามากเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผมด้วยซ้ำ

อาการกระตุกเป็นช่วงๆ นั้นดำเนินไปประมาณสองสามนาที จากนั้นผมก็ผ่อนคลายลงและร่างกายก็ไร้เรี่ยวแรง พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่า ผมได้รับการปลดปล่อยจากวิญญาณแห่ง "ค⁠ว⁠า⁠มแข็งกระด้าง" (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย) พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ยังทรงสำแดงให้ผมเห็นด้วยว่า วิญญาณนั้นได้เข้ามาในตัวผมตั้งแต่เมื่อไหร่และเข้ามาได้อย่างไร คือ ผมเกิดที่ประเทศอินเดียในปี ค.ศ. 1915 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สิ่งอำนวยค⁠ว⁠า⁠มสะดวกทางการแพทย์ยังค่อนข้างโบราณ และหลังจากนั้นไม่นานแพทย์ประจำท้องถิ่นก็ได้ตรวจพบว่าขาของผมไม่เท่ากัน เขาจึงแนะนำให้ผมนอนหงายโดยใส่เฝือกที่ขาข้างหนึ่ง ซึ่งกินเวลาหลายเดือน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายในบางท่าทางได้ตามปกติอีกเลย อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่ผมได้รับการปลดปล่อย ผมก็เริ่มสัมผัสได้ถึงอิสระในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ผมรู้สึกได้สติขึ้นมากเลยเมื่อรู้ว่า วิญญาณแห่งค⁠ว⁠า⁠มแข็งกระด้างนี้ได้ขัดขวางผมจากการมีอิสรภาพอันสมบูรณ์ในร่างกายของผมมาเป็นเวลาถึง 79 ปี แม้ว่าในช่วงหลายปีต่อมาผมจะได้รับพระพรมากมายทั้งฝ่ายกายภาพและฝ่ายวิญญาณก็ตาม

ผมเชื่อว่า ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นกับค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รของคริสเตียน คือ ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รส่วนใหญ่ถูกแทรกซึมด้วยวิญญาณแห่ง "ค⁠ว⁠า⁠มแข็งกระด้าง" ซึ่งขัดขวางไม่ให้คริสเตียนได้สัมผัสกับอิสรภาพและค⁠ว⁠า⁠มชื่นชมยินดีที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าปรารถนาให้ประชากรของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ได้รับในการนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า ผลก็คือ รูปแบบการนมัสการของเรามักจะห่างไกลจากแบบอย่างที่นำเสนอไว้อย่างมากมายในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์

อะไรคือวิธีแก้ไข? อันดับแรก เราต้องกลับคืนสู่แบบอย่างของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์และเข้าใจขอบเขตของกิจกรรมทั้งหมดที่เหมาะสมในการนมัสการพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า จากนั้นเราต้องฝึกฝนจิตใจของเราให้ตอบสนองต่อการเร้าของวิญญาณ และปลดปล่อยร่างกายของเราให้เข้าสู่ก⁠า⁠ร⁠ก⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ำที่เหมาะสมทั้งหมด ในหลายกรณี การทำสิ่งนี้อาจต้องอาศัยการปลดปล่อยฝ่ายวิญญาณบางอย่างก่อน

หากถ้อยคำเหล่านี้ตรงกับคุณ อย่าทำผิดพลาดอย่างที่ผมเกือบทำมาแล้ว คือ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกอายหรือความประหม่ามาขัดขวางไม่ให้คุณพากเพียรเข้าไปสู่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีไว้สำหรับคุณ!

8
แบ่งปัน