อิสระในการนมัสการ (ตอนที่ 1)

Derek Prince
*First Published: 1995
*Last Updated: เมษายน 2026
12 min read
This teaching is not currently available in ไทย.
"แต่วาระนั้นใกล้เข้ามาแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อคนที่นมัสการอย่างแท้จริงจะนมัสการพระบิดาด้วยจิตวิญญาณและความจริง เพราะว่าพระบิดาทรงแสวงหาคนเช่นนั้นมานมัสการพระองค์" (ยอห์น 4:23 - ฉบับมาตรฐาน)
น่าอัศจรรย์ใช่ไหม? ที่พระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด ผู้ทรงครอบครองทรัพยากรทั้งจักรวาล ทรงกำลังแสวงหาผู้คนที่จะมานมัสการพระองค์ คือ คนอย่างคุณและผม ซึ่งมาจากเผ่าพันธุ์ของมนุษย์ที่ล้มลงในบาป! อะไรคือแรงจูงใจของพระเจ้า? พระองค์ทรงต้องการได้รับการยืนยันและการยอมรับอย่างนั้นหรือ? ไม่เลย!
ไม่เลย - พระทัยของพระบิดาของพระองค์ทรงปรารถนาอย่างยิ่งที่จะสำแดงพระองค์เองในพระสิริอันบริบูรณ์ของพระองค์แก่ผู้ที่พระองค์ทรงสร้าง นี่คือพระพรอันสูงสุดที่พระองค์ประทาน
การเปิดเผยของพระเจ้านั้นเกิดขึ้นก่อน และวิธีที่ดีที่สุด คือ ผ่านทางพระวจนะอันล้ำค่าของพระองค์ นั่นคือพระคัมภีร์ พระเยซูตรัสว่า 'ถ้าใครรักเรา คนนั้นจะประพฤติตามคำของเรา และพระบิดาจะทรงรักเขา แล้วเราทั้งสองจะมาหาเขาและจะอยู่กับเขา' (ยอห์น 14:23 - ฉบับมาตรฐาน) โดยทางพระวจนะของพระเจ้า เมื่อเราได้รับไว้และเชื่อฟัง พระเจ้าพระบิดาและพระเจ้าพระบุตรจะเสด็จมาประทับอยู่ในเรา
สิ่งนี้เองจะนำเราไปสู่การนมัสการพระเจ้าผู้ซึ่งเราได้รับไว้ ยิ่งเรารู้จักพระเจ้าผ่านทางพระวจนะของพระองค์ดีมากขึ้นเท่าใด เราก็ยิ่งปรารถนาที่จะนมัสการพระองค์มากขึ้นเท่านั้น เราอาจจะวัดขนาดพื้นที่ของพระวจนะพระเจ้าที่มีอยู่ในชีวิตของเราได้จากระดับของความปรารถนาที่เราอยากนมัสการพระองค์
ประการแรก เราจำต้องตระหนักว่า การนมัสการไม่ได้ประกอบด้วยการร้องบทเพลงชีวิตคริสเตียน หรือเพลงประสานเสียง หรือการฟังคณะนักร้องประสานเสียง หรือแม้แต่การอธิษฐาน แม้ว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นกิจกรรมที่ถูกต้องตามหลักการก็ตาม แต่สิ่งเหล่านี้สามารถหรือควรนำเราเข้าสู่การนมัสการ
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ การนมัสการไม่ใช่รูปแบบหนึ่งของความบันเทิงทางฝ่ายวิญญาณ เพราะในการนมัสการนั้น เราไม่ได้มุ่งเน้นความสนใจไปที่ตัวเราเอง หรือประสบการณ์ของเรา แต่เรามุ่งเน้นความสนใจไปที่พระเจ้า การนมัสการ คือ การสามัคคีธรรมที่เข้าถึงได้โดยตรง สนิทสนม และเป็นส่วนตัวกับพระผู้สร้างของเรา นับว่าเป็นกิจกรรมขั้นสูงสุดที่วิญญาณของมนุษย์สามารถทำได้ อย่างไรก็ตาม การนมัสการไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ฝ่ายวิญญาณเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับบุคลิกภาพทั้งหมดของมนุษย์ด้วย
เป็นความเข้าใจผิดเช่นกันที่จะคิดว่าการนมัสการเป็นสิ่งที่เราทำแค่ในที่ประชุมของคริสตจักรหรือในที่สาธารณะเท่านั้น แต่การนมัสการควรเป็นส่วนสำคัญที่สุดของการใช้เวลาส่วนตัวของเรากับพระเจ้า (หรือการเฝ้าเดี่ยว) อันที่จริง ความหมายดั้งเดิมของคำว่า "การใช้เวลาส่วนตัว" คือ การแสดงออกของการนมัสการ หากเรานมัสการพระเจ้าแต่เพียงในที่สาธารณะหรือในที่ประชุมของคริสตจักรเท่านั้น ก็จะเป็นการแสดงออกที่ไม่จริงใจหรือเสแสร้ง เพราะเป็นแค่เพียง "การกระทำ" ทางศาสนา ที่เราทำต่อหน้าผู้อื่นเท่านั้น
ในทางกลับกัน การนมัสการร่วมกันในที่ประชุมของคริสตจักรสามารถนำแต่ละบุคคลเข้าสู่การตระหนักรู้ถึงพระเจ้าและพระบารมีของพระองค์ในระดับที่สูงขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น ซึ่งไม่สามารถได้รับจากการใช้เวลาส่วนตัวกับพระเจ้าเพียงลำพัง
น่าเศร้าที่ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องการนมัสการของคริสเตียนได้ตกต่ำลงอย่างมากจากแบบอย่างที่นำเสนอไว้ในพระคัมภีร์ ผมได้ศึกษาค้นคว้าคำหลักทั้งหมดที่พระคัมภีร์ใช้สำหรับการนมัสการ และผมได้มาถึงข้อสรุปที่น่าตื่นเต้นและเป็นดั่งการปฏิวัติ นั่นคือ ทุกคำที่ใช้สำหรับการนมัสการทั้งในพระคัมภีร์เดิมและพระคัมภีร์ใหม่นั้น ล้วนอธิบายถึงท่าทางของร่างกาย และเพื่อให้มองเห็นภาพ เราจะยกตัวอย่างประกอบโดยเริ่มตั้งแต่ศีรษะแล้วไล่ลงมา
การแสดงออกที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ การก้มศีรษะ เมื่อคนรับใช้ของอับราฮัม ผู้ที่กำลังแสวงหาเจ้าสาวให้บุตรชายของนายของตน ตระหนักว่าพระเจ้าทรงนำเขาไปยังครอบครัวของพี่ชายของอับราฮัม ในปฐมกาล 24:26 (ฉบับมาตรฐาน) “ชายนั้นก็ก้มลงนมัสการพระยาห์เวห์” (หมายเหตุ: ฉบับคิงเจมส์ แปลว่า "ก้มศีรษะ")
อีกครั้งหนึ่ง เมื่อโมเสสและอาโรนกล่าวรายงานต่อพวกผู้ใหญ่ของคนอิสราเอลในอียิปต์ว่า พระยาห์เวห์ทรงสัญญาว่าจะปลดปล่อยพวกเขาจากการเป็นทาส การตอบสนองของพวกเขาก็เป็นเหมือนเดิม คือ "พวกเขากราบลงนมัสการ (หรือก้มศีรษะ)" (อพยพ 4:31 - ฉบับมาตรฐาน)
มือของเราก็มีบทบาทสำคัญในการนมัสการของเราเช่นกัน การตอบสนองของดาวิดต่อความรักมั่นคงของพระเจ้าได้ถูกพรรณาไว้ในสดุดี 63:4 (ฉบับมาตรฐาน)
“ข้าพระองค์จะถวายสาธุการแด่พระองค์ ตราบที่ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ข้าพระองค์จะชูมือต่อพระนามของพระองค์”
ในสดุดี 141:2 ดาวิดพรรณาถึงการแสดงออกของการนมัสการที่คล้ายคลึงกันคือ
ขอให้คำอธิษฐานของข้าพระองค์เป็นเหมือนเครื่องหอมเฉพาะพระพักตร์พระองค์และการที่ข้าพระองค์ชูมือขึ้นอธิษฐานเป็นเหมือนของถวายเวลาเย็น
ในสดุดี 143:6 (ฉบับมาตรฐาน) ดาวิดพรรณาถึงท่าทางของมือที่แตกต่างกัน ซึ่งแสดงออกถึงความปรารถนาอันแรงกล้าของพระองค์ที่ทรงมีต่อพระเจ้า
ข้าพระองค์ชูมือทั้งคู่ไปยังพระองค์จิตใจของข้าพระองค์กระหายหาพระองค์อย่างแผ่นดินที่แห้งผาก
การยกมือขึ้นเป็นการแสดงออกว่าเรายอมรับในพระบารมีของพระเจ้า ส่วนการกางมือออกแสดงถึงความปรารถนาของเราที่จะได้รับจากพระเจ้า
ผลงานศิลปะซึ่งเป็นที่รู้จักมากที่สุดชิ้นหนึ่งที่สื่อถึงการอธิษฐาน น่าจะเป็นภาพ 'มือแห่งการอธิษฐาน" (Praying Hands) ของอัลเบรชท์ ดือเรอร์ ภาพนี้อาจเป็นภาพของการวิงวอนมากกว่าการนมัสการ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญคือ ดือเรอร์ไม่ได้มุ่งเน้นความสนใจไปที่ริมฝีปาก หรือแม้แต่ใบหน้าของผู้ที่กำลังอธิษฐาน แต่กลับมุ่งเน้นไปที่มือ
อีกวิธีหนึ่งที่เราอาจจะใช้มือของเราในการนมัสการได้ถูกพรรณาไว้ในสดุดี 47:1-2 (ฉบับมาตรฐาน)
ชนชาติทั้งหลายเอ๋ย จงตบมือ
โดยการตบมือด้วยท่าทีเช่นนี้ เป็นการยอมรับในพระบารมีอันน่าเกรงขามขององค์กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของเรา และเมื่อรวมสิ่งนี้เข้ากับการโห่ร้องแห่งชัยชนะ ก็เป็นการประกาศถึงชัยชนะอันสมบูรณ์ของพระองค์ บางครั้งผมเคยอยู่ในที่ประชุมซึ่งเมื่อมีบางสิ่งที่พูดหรือทำไปนั้นก่อให้เกิดการตบมือ และบางครั้งก็มีการโห่ร้องด้วย บางทีผู้ที่ตอบสนองในลักษณะนี้อาจไม่ได้ตระหนักว่า นั่นคือการแสดงออกของการนมัสการตามพระคัมภีร์
ผมขอเสริมหน่อยนะครับว่า การโห่ร้อง ไม่ได้หมายถึงการร้องเพลงเสียงดัง แต่หมายถึงการโห่ร้องจริงๆ นั่นคือ การใช้ปอดของเราอย่างเต็มที่
เมื่อซาโลมอนถวายพระวิหารที่พระองค์ทรงสร้างแด่พระยาห์เวห์ พระองค์ได้ทรงกางพระหัตถ์ของพระองค์ออก แต่พระองค์ยังทรงทำมากไปกว่านั้นคือ ได้ทรงคุกเข่าลง (2 พงศาวดาร 6:12-13 - ฉบับมาตรฐาน) การนมัสการในรูปแบบนี้เป็นสัญลักษณ์ของการยอมจำนนต่อพระยาห์เวห์อย่างสิ้นเชิง
ในเอเฟซัส 3:14 (ฉบับคิงเจมส์) เปาโลเปิดเผยว่าท่านเองก็เข้าหาพระเจ้าในท่าทางเช่นนี้ว่า “ข้าพเจ้าจึงคุกเข่าต่อพระบิดาของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”
ในที่สุด จักรวาลทั้งหมดจะแสดงการยอมจำนนต่อพระผู้สร้าง ในอิสยาห์ 45:23 (ฉบับมาตรฐาน) พระยาห์เวห์ทรงประกาศว่า “เราปฏิญาณโดยตัวเราเอง...ว่าทุกเข่าจะกราบลงต่อเรา…” ในฟิลิปปี 2:10 (ฉบับมาตรฐาน) เปาโลเปิดเผยให้เห็นว่า การยอมจำนนนี้จะกระทำต่อพระเยซูโดยเฉพาะ ในฐานะผู้ปกครองที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งไว้ “เพื่อที่ว่าเพราะพระนามของพระเยซูนั้น ทุกเข่าจะคุกลงกราบพระองค์...”
ยังมีการแสดงออกของการนมัสการอีกรูปแบบหนึ่งที่รวมทุกส่วนของร่างกาย และถูกพรรณาไว้ในพระคัมภีร์บ่อยกว่าท่าทางอื่นใด นั่นคือ การซบหน้าลงถึงดินต่อพระพักตร์พระเจ้า เมื่อเราซบหน้าลงถึงดินในลักษณะนี้ แสดงว่าเรายอมรับในการพึ่งพาของเราต่อพระเจ้าอย่างสิ้นเชิง ดังนั้นเราจึงเพิกถอนความปรารถนาที่จะเป็นอิสระจากพระเจ้า ซึ่งเตือนให้เราระลึกถึงสาเหตุของการไม่เชื่อฟังดั้งเดิมของอาดัมและเอวา อันเเป็นลักษณะที่บ่งบอกถึงธรรมชาติที่ล้มลงของลูกหลานทุกคนของพวกเขา
บุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในพระคัมภีร์ส่วนใหญ่ ต่างเคยซบหน้าลงถึงดินต่อพระพักตร์พระเจ้าไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง ในปฐมกาลบทที่ 17 ได้บันทึกไว้ถึงสองครั้งว่า อับราฮัมซบหน้าลงถึงดินต่อพระพักตร์พระเจ้า (ข้อ 3, 17 - ฉบับมาตรฐาน)
เมื่อพระยาห์เวห์ทรงปรากฏแก่โยชูวา ณ นอกเมืองเยรีโคในฐานะจอมทัพแห่งกองทัพของพระเจ้า โยชูวาก็กราบลงถึงดิน ต่อมาพระองค์ทรงบัญชาให้ท่านถอดรองเท้าออกจากเท้าของท่านด้วย (โยชูวา 5:13-15 - ฉบับมาตรฐาน) การกระทำทั้งสองอย่างนี้ คือ การซบหน้าลงถึงดินและการถอดรองเท้านั้น เป็นการแสดงออกของการนมัสการ และด้วยท่าทางแห่งการนมัสการเช่นนี้เอง โยชูวาจึงได้รับพระบัญชาจากพระยาห์เวห์สำหรับการยึดเมืองเยรีโค
อย่างไรก็ตาม ตามมาตรฐานในปัจจุบัน การนมัสการที่แหวกแนวที่สุดถูกบรรยายไว้ใน 2 ซามูเอล 6:12-14 (ฉบับมาตรฐาน) เมื่อดาวิดนำหีบพันธสัญญามายังเยรูซาเล็มได้สำเร็จ พระองค์เต้นรำเฉพาะพระพักตร์พระยาห์เวห์ด้วยสุดกำลังของพระองค์ เนื่องจากดาวิดเป็นนักรบผู้กล้าหาญ วลีที่ว่า “สุดกำลังของพระองค์” จึงบ่งบอกถึงการเคลื่อนไหวที่เต็มพลังอย่างยิ่ง ซึ่งรวมเอาทุกส่วนของร่างกายของพระองค์ด้วย นี่เป็นการแสดงออกที่เหมาะสมที่สุดถึงความปิติยินดีและการสำนึกในพระคุณที่มีต่อพระเจ้าอย่างเปี่ยมล้น
บทนี้ปิดท้ายด้วยคำเตือนสำหรับผู้ที่อาจมีปฏิกิริยาเชิงลบต่อการแสดงออกของการนมัสการที่มีพลังเช่นนั้น ดังที่ มีคาล ภรรยาของดาวิดได้วิพากษ์วิจารณ์พระองค์ที่ทรงแสดงออกเช่นนั้น และผลก็คือ เธอสูญเสียสิทธิพิเศษในการมีบุตร ดังนั้นการวิพากษ์วิจารณ์ที่เป็นทัศนคติแบบเนื้อหนังสามารถนำไปสู่ความแห้งแล้งฝ่ายวิญญาณได้
ผมได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า การร้องเพลงไม่ใช่การนมัสการโดยตัวของมันเอง แต่ข้อความนี้จำเป็นต้องมีการขยายความเพิ่มเติม คือ ในบางกรณี การร้องเพลงสามารถเคลื่อนเข้าสู่การนมัสการได้โดยไม่รู้ตัว ในทางกลับกัน การตบมือหรือการเต้นรำก็อาจเป็นการแสดงออกถึงการสรรเสริญได้พอๆ กับการนมัสการ ภาษาของมนุษย์นั้นไม่ละเอียดพอที่จะระบุเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างการนมัสการและการสรรเสริญในรูปแบบต่างๆ ได้
ทำไมต้องเป็นร่างกาย?
เราอาจถามว่า เหตุใดร่างกายจึงมีบทบาทสำคัญเช่นนี้ในการนมัสการของเรา? ในเมื่อพระเยซูตรัสว่า เราควรนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง (ยอห์น 4:24) คำตอบอยู่ที่ความเข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบสามประการที่ประกอบกันเป็นบุคลิกภาพของมนุษย์ คือ วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย (ดู 1 เธสะโลนิกา 5:23)
วิญญาณเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพของเราที่สามารถติดต่อกับพระเจ้าได้โดยตรง (ดู 1 โครินธ์ 6:17) แต่ในการแสดงออกนั้น วิญญาณต้องการความร่วมมือจากจิตใจ ซึ่งเป็นส่วนที่เจตจำนงทำงานผ่าน และเป็นส่วนของการตัดสินใจสำหรับทั้งหมดของตัวบุคคล ดังนั้นจิตใจจึงเป็นตัวกำหนดให้ร่างกายเคลื่อนไหวตามเจตจำนง
คำพูดของดาวิด ในสดุดี 103:1 (ฉบับมาตรฐาน) ที่ว่า "จิตใจของข้าเอ๋ย จงถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์..." ทำให้เราเห็นภาพของการทำงานนี้ คือ วิญญาณของดาวิดได้รับการกระตุ้นให้ถวายสาธุการแด่พระยาห์เวห์ และเร้าจิตใจของพระองค์ให้ตัดสินใจอย่างเหมาะสม จากนั้นจิตใจของพระองค์จึงต้องสั่งการร่างกายให้เคลื่อนไหว โดยเริ่มต้นที่อวัยวะซึ่งใช้ในการเปล่งเสียง เพื่อแสดงออกถึงการถวายสาธุการตามที่วิญญาณของพระองค์ปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะมอบถวาย
เมื่อพิจารณาจากมุมมองนี้ การนมัสการ คือ กิจกรรมที่วิญญาณทำงานผ่านจิตใจเพื่อก่อให้เกิดการแสดงออกอย่างเหมาะสมของร่างกาย หากจิตใจและร่างกายไม่ตอบสนองต่อการเร้าของวิญญาณ ร่างกายก็เปรียบเสมือนเรือนจำที่กักขังวิญญาณไว้ ทำให้ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ มีคนมากมายในคริสตจักรยุคปัจจุบันที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ คือ วิญญาณถูกกักขังอยู่ในร่างกายที่ไม่สามารถแสดงออกได้อย่างอิสระ กิจกรรมทางกายภาพของพวกเขาในคริสตจักรถูกจำกัดอยู่แค่การเคลื่อนไหวที่ทำเป็นประจำเพียงไม่กี่อย่าง คือ เมื่อพวกเขาเดินเข้าไป ก็นั่งลง ยืนขึ้น นั่งลง ยืนขึ้น และก็เดินออกไปอีกครั้ง ผลก็คือ พวกเขาแทบจะไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมสูงสุดที่วิญญาณของพวกเขาสามารถทำได้เลย นั่นคือ การนมัสการพระผู้สร้างอย่างไร้ขีดจำกัด
อย่างไรก็ตาม ยังมีความผิดพลาดในทางตรงกันข้าม นั่นคือ จิตใจและร่างกายอาจ "เคลื่อนไหวไปตามท่าทาง" ของการนมัสการ โดยปราศจากการริเริ่มหรือการมีส่วนร่วมของวิญญาณ ผลก็คือ นั่นเป็นเพียงกิจกรรมทางศาสนาเท่านั้น ไม่ใช่การนมัสการที่แท้จริง รูปแบบการนมัสการตามพระคัมภีร์นั้น กำหนดให้ทั้งสามส่วนมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างกลมเกลียว คือ วิญญาณ จิตใจ และร่างกาย โดยมีวิญญาณเป็นผู้ริเริ่ม ความกลมเกลียวของความสามารถทั้งหมดของเรานี่เองที่ก่อให้เกิดอิสรภาพที่แท้จริง
วิญญาณแห่งความแข็งกระด้าง
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีประสบการณ์หนึ่งที่ผมเชื่อว่าเป็นเหมือน "อุทาหรณ์" เพื่ออธิบายให้เห็นภาพของสถานการณ์เช่นนี้ (คือวิญญาณแห่งความแข็งกระด้าง) ขณะที่ผมอยู่กับกลุ่มคริสเตียนที่กำลังอธิษฐานรอคอยพระเจ้า ทันใดนั้น มือของผมก็ยกขึ้นกลางอากาศโดยที่ผมไม่ได้ตั้งใจเลย และร่างกายของผมก็เกิดอาการกระตุกเป็นช่วงๆ อยู่ชั่วขณะหนึ่ง ผมรู้สึกอายและสงสัยว่าคนอื่นๆ จะคิดอย่างไร จากนั้นผมก็ถามตัวเองว่า อะไรสำคัญกว่ากัน สิ่งที่คนอื่นคิด หรือสิ่งที่พระเจ้าต้องการจะทำเพื่อผม? ผมจึงตัดสินใจยอมจำนนต่อสิ่งที่พระเจ้ากำลังทำโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ แท้จริงแล้ว คนส่วนใหญ่ในกลุ่มต่างจดจ่ออยู่กับพระเจ้ามากเกินกว่าที่จะสังเกตเห็นสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับผมด้วยซ้ำ
อาการกระตุกเป็นช่วงๆ นั้นดำเนินไปประมาณสองสามนาที จากนั้นผมก็ผ่อนคลายลงและร่างกายก็ไร้เรี่ยวแรง พระเจ้าทรงสำแดงให้ผมเห็นว่า ผมได้รับการปลดปล่อยจากวิญญาณแห่ง "ความแข็งกระด้าง" (ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย) พระองค์ยังทรงสำแดงให้ผมเห็นด้วยว่า วิญญาณนั้นได้เข้ามาในตัวผมตั้งแต่เมื่อไหร่และเข้ามาได้อย่างไร คือ ผมเกิดที่ประเทศอินเดียในปี ค.ศ. 1915 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์ยังค่อนข้างโบราณ และหลังจากนั้นไม่นานแพทย์ประจำท้องถิ่นก็ได้ตรวจพบว่าขาของผมไม่เท่ากัน เขาจึงแนะนำให้ผมนอนหงายโดยใส่เฝือกที่ขาข้างหนึ่ง ซึ่งกินเวลาหลายเดือน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ผมก็ไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายในบางท่าทางได้ตามปกติอีกเลย อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ที่ผมได้รับการปลดปล่อย ผมก็เริ่มสัมผัสได้ถึงอิสระในการเคลื่อนไหวอีกครั้ง
ผมรู้สึกได้สติขึ้นมากเลยเมื่อรู้ว่า วิญญาณแห่งความแข็งกระด้างนี้ได้ขัดขวางผมจากการมีอิสรภาพอันสมบูรณ์ในร่างกายของผมมาเป็นเวลาถึง 79 ปี แม้ว่าในช่วงหลายปีต่อมาผมจะได้รับพระพรมากมายทั้งฝ่ายกายภาพและฝ่ายวิญญาณก็ตาม
ผมเชื่อว่า ตลอดหลายศตวรรษที่ผ่านมา มีบางสิ่งที่คล้ายคลึงกันนี้เกิดขึ้นกับคริสตจักรของคริสเตียน คือ คริสตจักรส่วนใหญ่ถูกแทรกซึมด้วยวิญญาณแห่ง "ความแข็งกระด้าง" ซึ่งขัดขวางไม่ให้คริสเตียนได้สัมผัสกับอิสรภาพและความชื่นชมยินดีที่พระเจ้าปรารถนาให้ประชากรของพระองค์ได้รับในการนมัสการพระองค์ของพวกเขา ผลก็คือ รูปแบบการนมัสการของเรามักจะห่างไกลจากแบบอย่างที่นำเสนอไว้อย่างมากมายในพระคัมภีร์
อะไรคือวิธีแก้ไข? อันดับแรก เราต้องกลับคืนสู่แบบอย่างของพระคัมภีร์และเข้าใจขอบเขตของกิจกรรมทั้งหมดที่เหมาะสมในการนมัสการพระเจ้า จากนั้นเราต้องฝึกฝนจิตใจของเราให้ตอบสนองต่อการเร้าของวิญญาณ และปลดปล่อยร่างกายของเราให้เข้าสู่การกระทำที่เหมาะสมทั้งหมด ในหลายกรณี การทำสิ่งนี้อาจต้องอาศัยการปลดปล่อยฝ่ายวิญญาณบางอย่างก่อน
หากถ้อยคำเหล่านี้ตรงกับคุณ อย่าทำผิดพลาดอย่างที่ผมเกือบทำมาแล้ว คือ อย่าปล่อยให้ความรู้สึกอายหรือความประหม่ามาขัดขวางไม่ให้คุณพากเพียรเข้าไปสู่ทุกสิ่งที่พระเจ้าทรงมีไว้สำหรับคุณ!

*Free download
*This Teaching Letter is available to download, print and share for personal or church use.
ดาวน์โหลด PDFรหัส: TL-L006-100-THA