การขอบพระคุณและการสรรเสริญ ซ่งึเป็นการตอบสนองที่เหมาะสม ของเราต่อพระคุณค⁠ว⁠า⁠มดีและค⁠ว⁠า⁠มย⁠ิ⁠่⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ญ⁠่ของพระเจา้นนั้ เป็นการ เปล่งเสียงออกมาเป็นหลกั คือ เราพูดออกมา เรารอ้ งเพลงออกมา หรือเราอาจจะโห่รอ้ งออกมาดว้ยซ้ํา แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านนั้ ที่ ตระหนกั ว่า การนมสัการนนั้ ไม่ใช่การเปล่งเสียงออกมาเป็นหลกั แต่ เป็นท่าทีของตวัตนทงั้หมดของเรา โดยส่วนตวัแลว้ผมเชื่อว่า การ นมสัการเป็นกิจกรรมที่สูงส่งที่สุดที่มนุษยส์ ามารถกระทํา ได้ดงัที่ผม ไดก้ ล่าวไวต้ งั้แต่ตอนเริ่มตน้ การศกึษาของเรา และดว้ยการนมสัการ นี่เอง เราไดย้ อมรบั ในค⁠ว⁠า⁠มบริสุทธิข์องพระเจา้

การนมสัการเกี่ยวขอ้ งกบั ร่างกายของเราทงั้หมด ไม่ใช่เฉพาะอวยั วะ สํา หรบั การออกเสียงเท่านนั้ เท่าที่ผมทราบ คํา ในภาษาดงั้เดิมของ พระคมั ภีรท์ ุกคํา ที่ใชห้ มายถงึการนมสัการนนั้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาฮีบรู ในพนั ธสญั ญาเดิม หรือภาษากรีกในพนั ธสญั ญาใหม่ ลว้นแลว้แต่ ก⁠ล⁠่⁠า⁠วถงึท่าทีหรืออิริยาบถของร่างกาย ดงันนั้ ท่าทีบางอย่างจงึเป็น ลกั ษณะเฉพาะของการนมสัการ

ประการแรกคือ การกม้ ศีรษะลง เมื่อโมเสสกลบั มาหาบรรดาผูอ้ าวุโส ของชาวอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลในอียิปตห์ ลงัการสนทนากบั พระเจา้ที่พุ่มไมท้ ี่มีเปลว ไฟ พรอ้ มกบั ข่าวสารที่ว่าพระเจา้จะทรงปลดปล่อยพวกเขานนั้ พวก เขาทงั้หมดก็กม้ ศีรษะลงนมสัการ นี่คือการตอบสนองแรกของพวก เขา ไม่ใช่การเปล่งเสียงออกมา แต่เป็นท่าที

บ่อยครงั้ที่การนมสัการไม่ไดเ้กี่ยวขอ้ งแค่ศีรษะเท่านนั้ แต่รวมถงึส่วน บนของร่างกายดว้ย และอาจมาพรอ้ มกบั การเหยียดมือออกไปโดย หงายฝ่ ามือขนึ้ เป็นเรื่องที่น่าสนใจว่าในภาษาฮีบรูซ่งึเป็นภาษาที่เนน้ คํา ศพั ทท์ ี่เป็นรูปธรรม เช่น คํา ว่า ‘ขอบคุณ’ (todah) มีค⁠ว⁠า⁠มสมั พนั ธ์ โดยตรงกบั คํา ว่า ‘มือ’ ในภาษาฮีบรูดงันนั้ เมื่อเราเหยียดมือออกไป หาพระเจา้ เราก็กํา ลงัก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า ‘ขอบพระคุณ’ นอกจากนี้เรายงัเหยียด มือขนึ้ ไปเพื่อรบั สิ่งใดก็ตามที่พระเจา้ทรงประสงคจ์ ะประทานแก่เรา

การคุกเข่าก็เป็นอีกท่าทีหน่งึของการนมสัการที่โดดเด่น ผมชื่นชมคริ สตจกั รที่มีพิธีกรรมซ่งึยงัคงรกั ษาธรรมเนียมการคุกเข่าไว้(ดว้ย ค⁠ว⁠า⁠มที่ผมเติบโตมาในคริสตจกั รแองกลิกนั ผมจงึรูด้ ีว่าเวลาใดใน พิธีกรรมที่ควรคุกเข่า)

ผมเชื่อว่าการคุกเข่าเป็นส่วนสํา คญั ของการนมสัการของเรา และ คริสเตียนกลุ่มคาริสเมติกและเพนเทคอสบางคนก็กํา ลงัพลาดโอกาส นีไ้ป ในบางครงั้ที่พระเจา้ไดท้ รงนํา การประชุมมาถงึจุดส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ด และผม ไดแ้ นะนํา ใหท้ ุกคนในที่ประชุมคุกเข่า เราก็ไดส้ มั ผสักบั การมาเยือน ของพระวิญญาณบริสุทธิท์ ี่ทรงฤทธิท์ ี่สุดครงั้หน่งึของเรา แน่นอน ว่าการคุกเข่าอาจเป็นเพียงแค่พิธีกรรมทางศาสนาที่ไดสู้ญเสียค⁠ว⁠า⁠ม หมายส่วนใหญ่ไปแลว้ แต่ก็อย่าปล่อยใหส้ ิ่งนนั้ มาพรากพระพรจาก การคุกเข่าต่อพระพกั ตรพ์ ระเจา้ไปจากคุณ

คํา หลกั ในพระคมั ภีรท์ ี่เกี่ยวขอ้ งกบั การนมสัการนนั้ หมายถงึการกม้ กราบลง (หรือการซบหนา้ลงถงึดิน) ต่อพระพกั ตรพ์ ระเจา้ บางครงั้ ผมก็ยิม้ เมื่อไดย้ ินผูค้ นรอ้ งเพลงจากบทเพลงสรรเสริญชื่อ 'สรรเสริญ ฤทธิอํา์ อํานาจแห่งพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู' ในท่อนที่ก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า 'ใหท้ ูตสวรรค์ กม้ กราบลง' เพราะส่วนใหญ่แลว้พวกเขาไม่เคยแมแ้ ต่จะคิดฝันที่จะ กม้ กราบลงดว้ยตวัเองเลย การกม้ กราบลงนนั้ ดีพอแลว้สํา หรบั ทูต สวรรค์แต่อย่าขอใหม้ นุษยผ์ ูท้ รงเกียรติอย่างพวกเราซบหนา้ลงถงึ ดินเลย! กระนนั้ ผูย้ ิ่งใหญ่ในพระคมั ภีรแ์ทบทุกคนต่างก็เคยซบหนา้ ลงถงึดินต่อพระพกั ตรพ์ ระเจา้ในบางช่วงเวลาในชีวิตข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า บางทีนี่อาจเป็นการนมสัการขนั้ ส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดก็เป็นได้

เมื่อรูธกบั ผมวางแผนจะเดินทางไปเทศนาตามที่กํา หนดไว้เรา พยายามที่จะเตรียมตวัล่วงหนา้ โดยปกติแลว้ (แมว้่าจะไม่ใช่เสมอไป) เราจะลงเอยดว้ยการหมอบกราบอยู่บนพืน้ ต่อเบือ้ งพระพกั ตร์ พระเจา้ เรากํา ลงัยอมรบั ว่า 'ขา้แต่พระเจา้ พวกเราพ่งึพาพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ อย่างสิน้ เชิง พวกเราไม่มีสิ่งใดจะมอบถวาย ไม่มีกํา ลงั ไม่มีค⁠ว⁠า⁠ม ชอบธรรม และไม่มีสติปัญญา เวน้ แต่สิ่งเหล่านนั้ จะมาจากพระองค'์

ผมรกั ถอ้ ยคํา เหล่านนั้ ของจอหน์ บนั ยนั :

ผูท้ ี่อยู่จุดต่ํา สุดแลว้ ย่อมไม่ตอ้ งกลวัการลม้ ลงอีก
ผูท้ ี่มีใจต่ํา ตอ้ ย ย่อมไม่มีค⁠ว⁠า⁠มเย่อหยิ่ง
ผูท้ ี่ถ่อมตนอยู่เสมอนนั้
จะมีพระเจา้ทรงเป็นผูนํา้ นํา ทางชีวิตของเขา

เมื่อคุณหมอบกราบลงถงึพืน้ แลว้ คุณก็ไม่สามารถลงไปต่ํา กว่านีไ้ด้ อีก คุณจงึไม่จํา เป็นตอ้ งกลวัการลม้ ลงหลงัจากนนั้ อีก การหมอบราบ อยู่กบั พืน้ ต่อพระพกั ตรพ์ ระเจา้จงึเป็นท่าทีที่ปลอดภยั

หลงัจากไดพ้ ิจารณาท่าทีต่างๆ ในการนมสัการเหล่านีแ้ ลว้ ขอใหเ้รา มาดูตวัอย่างการนมสัการที่ดํา เนินอยู่ในสวรรคจ์ ากพระธรรมอิสยาห์ บทที่ 6 ในเหตุการณน์ ี้อิสยาห์ไดเ้ห็นนิมิตขององคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้ใน พระสิริของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์นี่เป็นขอ้ พระคมั ภีรท์ ี่มีค⁠ว⁠า⁠มหมายต่อผมเสมอ มา เพราะเป็นหวัใจสํา คญั สํา หรบั คํา เทศนาของผูเ้ทศนท์ ี่แบ่งปันใน ครงั้แรกที่ผมไดเ้ขา้ร่วมการประชุมของกลุ่มเพนเทคอสต์

ผมไม่รูเ้ลยว่าน่นั เป็นการประชุมของกลุ่มเพนเทคอสต์อนั ที่จริงแลว้ ผมไม่เคยรูด้ ว้ยซ้ํา ว่ามีคนกลุ่มนีอ้ ยู่จริงๆ ผมเป็นทหารในกองทพั องักฤษ ซ่งึใชช้ ีวิตเหมือนทหารในกองทพั องักฤษท่วัๆ ไป แลว้ในการ ประชุมครงั้นนั้ ผมก็ไดย้ ินถอ้ ยคํา ของอิสยาห์หลงัจากที่ท่านไดเ้ห็น องคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้ในพระสิริของพระองคแ์ ลว้ ท่านก็ก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า 'วิบตั ิแก่ ขา้พเจา้! เพราะว่าขา้พเจา้เป็นคนริมฝีปากไม่สะอาด และขา้พเจา้อยู่ ท่ามกลางช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิที่ริมฝีปากไม่สะอาด'

เมื่อผมไดย้ ินถอ้ ยคํา เหล่านนั้ ในขณะที่ผมยงัไม่ไดก้ ลบั ใจใหม่ ผมก็ พูดกบั ตวัเองว่า ไม่มีใครเคยบรรยายตวัเธอไดถ้ ูกตอ้ งแม่นยํา เท่านีม้ า ก่อนเลย ตงั้แต่นนั้ เป็นตน้ มา แมว้่าผมจะไม่เขา้ใจจริงๆ ว่าผูเ้ทศน์ กํา ลงัพูดถงึอะไร แต่เขาก็ตรงึค⁠ว⁠า⁠มสนใจของผมไวไ้ด้

ใหเ้ราอ่านสามขอ้ แรกของอิสยาหบ์ ทที่ 6 ซ่งึอิสยาหกํา์ กําลงัก⁠ล⁠่⁠า⁠ว:

ในปีที่กษตั ริยอ์ุสซียาหส์ ิน้ พระชนม์ขา้พเจา้เห็นองค์ เจา้นายประทบั บนพระที่น่งัอนั สูงส่งและรบั การเทิดทูน และชายฉลองพระองคข์ องพระองคเ์ต็มพระวิหาร เหนือ พระองคม์ ีพวกเสราฟิมยืนอยู่....” (อิสยาห์6:1-2ก. ฉบบั มาตรฐาน)

คํา ว่า "เสราฟ (หรือเสราฟิม)" มีค⁠ว⁠า⁠มเกี่ยวเนื่องโดยตรงกบั คํา ภาษา ฮีบรูที่แปลว่า "ไฟ" ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นอะไรก็ตาม เสราฟิม คือสิ่งมี ชีวิตที่ลุกเป็นไฟ พวกเขาถูกบรรยายไวด้ งันี:้

...แต่ละองคม์ ีปีก 6 ปีก ใช้2 ปีกปิดหนา้ ใช้2 ปีกปิดเทา้ และใช้2 ปีกบินไป 3ต่างก็รอ้ งต่อกนั และกนั ว่า “บริสุทธิ์ บริสุทธิ์บริสุทธิ์พระยาหเ์วหจ์ อมทพั แผ่นดินโลกทงั้สิน้ เต็มดว้ยพระสิริของพระองค”์ (อิสยาห์6:2ข.-3 ฉบบั มาตรฐาน)

ผมเชื่อเสมอมาว่า คํา ว่า ‘บริสุทธิ’์ทงั้สามครงั้นนั้ หมายถงึพระบุคคล ทงั้สามพระภาคของพระเจา้ คือ: พระเจา้ผูท้ รงบริสุทธิ,์พ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ุ⁠ต⁠ร ผูท้ รงบริสุทธิ,์และพระวิญญาณผูท้ รงบริสุทธิ์หากคุณลอง จินตนาการถงึเหตุการณน์ ีส้ กั ครู่หน่งึ มนั จะทํา ใหค้ ุณเขา้ใจแนวคิดที่ ยอดเยี่ยมเกี่ยวกบั ค⁠ว⁠า⁠มสมั พนั ธร์ะหว่างการนมสัการและการ สรรเสริญ การสรรเสริญ คือ ถอ้ ยคํา ที่เปล่งออกมา และเสราฟิมก็ กํา ลงัสรรเสริญองคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้และประกาศค⁠ว⁠า⁠มบริสุทธิข์อง พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

อย่างไรก็ตาม สิ่งแรกที่อิสยาหส์ งัเกตเห็นไม่ใช่การสรรเสริญของเส ราฟิม สิ่งแรกที่เขาสงัเกตเห็นคือท่าทีในการนมสัการข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า เส ราฟิมแต่ละองคม์ ีหกปีก โดยสองปีกแรกใชป้ กคลุมใบหนา้ และอีก สองปีกถดั มาใชป้ กคลุมเทา้ น่นั แหละคือการนมสัการ — คือการ ปกคลุมใบหนา้และร่างกายดว้ยค⁠ว⁠า⁠มเคารพยํา เกรงต่อพระเจา้ และ เสราฟิมแต่ละองคก์็ใชป้ ีกที่เหลืออีกสองปีกในการบิน

หากคุณตีค⁠ว⁠า⁠มว่า การปกคลุมใบหนา้และเทา้ คือการนมสัการ และ การบิน คือการรบั ใช้คุณจะพบว่าสดั ส่วนคือ สี่ปีกสํา หรบั การ นมสัการ และสองปีกสํา หรบั การรบั ใช้ผมเชื่อว่าน่นั คือสดั ส่วนที่ถูก ตอ้ ง ในการปรนนิบตั ิรบั ใชอ้ งคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้ของเรา เราควรใหเ้วลา และใหค้ วามสํา คญั กบั การนมสัการเป็นสองเท่าของการรบั ใช้

นอกจากนี้ผมเชื่อว่าการรบั ใชค้ วรจะออกมาจากการนมสัการ หมายค⁠ว⁠า⁠มว่า เราไม่ควรเขา้ไปมีส่วนร่วมในการรบั ใชพ้ ระเจา้ โดย ปราศจากค⁠ว⁠า⁠มสมั พนั ธก์ บั พระเจา้ผ่านการนมสัการก่อน การรบั ใช้ ของเราจะมีประสิทธิภาพมากขนึ้ หากออกมาจากการนมสัการเสมอ

ค⁠ว⁠า⁠มกา้วหนา้ของลํา ดบั ขนั้ จากการนมสัการไปสู่การรบั ใชน้ นั้ ไดร้ บั การยืนยนั โดยพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูในมทั ธิว 4:10 หลงัจากที่ซาตานไดล้่อลวงให้ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูกม้ ลงนมสัการเขา พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรสั ตอบดว้ยขอ้ ค⁠ว⁠า⁠มอา้งอิงจาก เฉลยธรรมบญั ญตั ิ6:13

“จงไปใหพ้ น้ เจา้ซาตาน เพราะพระคมั ภีรม์ ีเขียนไวว้่า ‘จง กราบนมสัการองคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้ผูเ้ป็นพระเจา้ของท่าน และปรนนิบตั ิพระองคแ์ ต่ผูเ้ดียว’” (มทั ธิว 4:10 ฉบบั มาตรฐาน)

โปรดสงัเกตการจดั ลํา ดบั อีกครงั้ คือนมสัการก่อน แลว้จงึรบั ใช้

ในทางกลบั กนั การนมสัการควรจะตามมาดว้ยการรบั ใชเ้สมอ

มีอยู่ช่วงหน่งึที่การนมสัการในคริสตจกั รส่วนใหญ่นนั้ มีนอ้ ยมาก การ ปรนิบตั ิรบั ใชใ้นเชา้วนั อาทิตยถ์ูกเรียกว่าเป็นการนมสัการ แต่ในค⁠ว⁠า⁠ม เป็นจริงแลว้ ถงึแมว้่าจะมีทงั้การสรรเสริญและการประกาศพระ วจนะ แต่ก็ไม่มีการนมสัการโดยตรง ในช่วงประมาณสองทศวรรษที่ ผ่านมา การนมสัการไดเ้ริ่มกลบั คืนมาสู่คริสตจกั ร กลุ่มผูเ้ขา้ร่วม ประชุมบางแห่งถงึกบั ทํา ใหก้ ารนมสัการเป็นราวกบั สิ่งที่ชํา นาญเป็น พิเศษ และภาคภูมิใจในค⁠ว⁠า⁠มยอดเยี่ยมของการนมสัการข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า

แต่ถา้เราทํา ใหก้ ารนมสัการเป็นรูปแบบของการปรนเปรอตวัเองฝ่ าย วิญญาณ โดยไม่แปรเปลี่ยนไปสู่การรบั ใช้น่นั คือค⁠ว⁠า⁠มหนา้ซื่อใจคด หากเราเพลิดเพลินกบั การนมสัการอนั ยอดเยี่ยมในเชา้วนั อาทิตย์แลว้ กลบั บา้นไปใชช้ ีวิตเพื่อตวัเองตลอดทงั้สปั ดาหท์ ี่เหลือ เราก็ยงัไม่ ไดย้ ินพระดํา รสัของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูที่ว่า: ‘จงกราบนมสัการองค์ พระผูเ้ป็นเจา้ผูเ้ป็นพระเจา้ของท่าน และปรนนิบตั ิพระองคแ์ ต่ผู้ เดียว’ การรบั ใชไ้ม่ควรถูกแยกออกจากการนมสัการเลย และการ นมสัการก็ไม่ควรถูกแยกออกจากการรบั ใชเ้ช่นกนั

บดั นี้ใหเ้รามาพิจารณาถงึค⁠ว⁠า⁠มกา้วหนา้ตามลํา ดบั ขนั้ ในการตอบ สนองของเราต่อพระเจา้ จากการขอบพระคุณและการสรรเสริญไปสู่ การนมสัการ มีขอ้ พระคมั ภีรท์ ี่งดงามในสดุดีบทที่ 95 ที่พรรณนาถงึ ค⁠ว⁠า⁠มกา้วหนา้ตามลํา ดบั ขนั้ นี้ก⁠ล⁠่⁠า⁠วคือ ขอ้ แรกและขอ้ ที่สองพรรณนา ถงึการสรรเสริญดว้ยการโห่รอ้ งและเปี่ยมลน้ ยินดี— ดงักว่าที่คริสต จกั รบางแห่งจะอนุญาตเสียอีก! ขอ้ พระคมั ภีรน์ นั้ ก⁠ล⁠่⁠า⁠วไวว้่า:

มาเถิด ใหเ้รารอ้ งเพลงดว้ยค⁠ว⁠า⁠มยินดีถวายแด่พระยาหเ์วห์
ใหเ้ราโห่รอ้ งดว้ยค⁠ว⁠า⁠มชื่นบานถวายศิลาแห่งค⁠ว⁠า⁠มรอดของ เรา (สดุดี95:1 ฉบบั มาตรฐาน)

การโห่รอ้ งไม่ไดห้ มายถงึการรอ้ งเพลงเสียงดงั แต่หมายถงึการโห่ รอ้ ง

ใหเ้ราเขา้มาอยู่เฉพาะพระพกั ตรพ์ ระองคด์ ว้ยการ ขอบพระคุณ
ใหเ้ราโห่รอ้ งดว้ยค⁠ว⁠า⁠มชื่นบานถวายแด่

พระองคด์ ว้ยบทเพลงสรรเสริญ (สดุดี95:2 ฉบบั

มาตรฐาน)

โปรดสงัเกตอีกครงั้ถงึสองขนั้ ตอนของการเขา้เฝ้าพระเจา้ คือ การ ขอบพระคุณและการสรรเสริญ ไม่มีทางอื่นใดที่จะเขา้สู่การทรงสถิต ของพระเจา้ได้

พระคมั ภีรน์ นั้ มีค⁠ว⁠า⁠มเป็นเหตุเป็นผลอย่างยิ่ง พระคมั ภีรไ์ม่ไดเ้พียงขอ ใหเ้ราขอบพระคุณและสรรเสริญพระเจา้เท่านนั้ แต่ยงับอกเหตุผลแก่ เราดว้ย คุณคงจํา เหตุผลสามประการที่ไม่เปลี่ยนแปลงซ่งึใหไ้วใ้น สดุดีบทที่ 100 เพื่อขอบพระคุณพระองคไ์ด:้คือ องคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้ ทรงประเสริฐ พระเมตตา (หรือค⁠ว⁠า⁠มรกั ม่นั คง) ของพระองคดํา์ ดํารง เป็นนิตย์และค⁠ว⁠า⁠มจริง (หรือค⁠ว⁠า⁠มสตั ยซ์ ื่อ) ของพระองคดํา์ ดํารงอยู่ทุก ช่วัชาติพนั ธุ์บดั นี้ในสดุดี95:3–5 เราไดร้ บั เหตุผลเพิ่มเติมเพื่อ สรรเสริญพระเจา้ ประการแรกคือ:

เพราะพระยาหเ์วหท์ รงเป็นพระเจา้ใหญ่ยิ่ง และทรงเป็น กษตั ริยใ์หญ่ยิ่งเหนือพระทงั้หลาย (สดุดี95:3 ฉบบั มาตรฐาน)

คํา ว่าใหญ่ยิ่งถูกใชถ้ งึสองครงั้ เป็นการย้ํา เตือนเราว่า โดยการ สรรเสริญนนั้ เราไดย้ อมรบั ในค⁠ว⁠า⁠มใหญ่ยิ่งของพระเจา้ เราจงึ สรรเสริญดว้ยเสียงอนั ดงั เปี่ยมลน้ ยินดีและตื่นเตน้

แลว้เราก็ไดเ้ห็นพระองคใ์นฐานะพระผูส้ รา้งผูท้ รงฤทธานุ ภาพ:
เพราะที่ลกึแห่งแผ่นดินโลกอยู่ในพระหตั ถข์ อง
พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ยอดเขาสูงเป็นของพระองคด์ ว้ย ทะเลเป็นของ พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เพราะพระองคท์ รงสรา้งมนั และแผ่นดินก็เช่น
กนั เพราะพระหตั ถข์ องพระองคท์ รงป้ันขนึ้ (สดุดี95:4-5 ฉบบั มาตรฐาน)

ดงันนั้ เราจงึเขา้มาหาพระองคเ์พื่อขอบพระคุณและสรรเสริญ พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์สํา หรบั สิ่งอศั จรรยแ์ห่งการทรงสรา้งของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

แต่สิ่งนนั้ เป็นเพียงแค่ทางเขา้เท่านนั้ ดงัที่เราไดเ้ห็นแลว้ว่า การ สรรเสริญและการขอบพระคุณเป็นหนทางในการเขา้เฝ้าพระเจา้ อย่างแทจ้ ริง และคุณจะสงัเกตไดว้่าในขอ้ 6 เราจงึมาถงึการนมสัการ

มาเถิด ใหเ้รานมสัการและกราบลง
ให้เราคุกเข่าลง เฉพาะพระพักตร์ของพระเยโฮวาห์ผู้ทรงสร้างเรา (สดุดี 95:6 ฉบับมาตรฐาน)

เราไดเ้ปลี่ยนผ่านจากการเปล่งเสียงไปสู่ท่าที(หรือทศั นคติ) เราเริ่ม ตน้ ดว้ยการสรรเสริญและการขอบพระคุณ แต่สิ่งนนั้ ไม่ใช่เป้าหมาย เมื่อคริสเตียนหยุดอยู่แค่การสรรเสริญและการขอบพระคุณ พวกเขา ก็พลาดเป้าหมาย น่นั คือการนมสัการ ซ่งึไม่ใช่การเปล่งเสียงออกมา แต่เป็นท่าที

ทํา ไมเราจงึนมสัการ? ขอ้ 7:

เพราะพระองคท์ รงเป็นพระเจา้ของเรา... (สดุดี95:7ก. ฉบบั มาตรฐาน)

การนมสัการเป็นของพระเจา้แต่เพียงผูเ้ดียว การนมสัการเป็นวิถีทาง ส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดที่เรายอมรบั ว่าพระองคท์ รงเป็นพระเจา้ของเรา

และเราเป็นประชากรแห่งทุ่งหญา้ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์(สดุดี95:7 ข ฉบบั มาตรฐาน)

และเป็นแกะแห่งพระหตั ถข์ องพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์(สดุดี95:7ค. ฉบบั มาตรฐาน)

เป็นการเหมาะสมสํา หรบั ประชากรของพระเจา้ที่จะนมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ การนมสัการเป็นการยอมรบั ค⁠ว⁠า⁠มสมั พนั ธร์ะหว่างเราในฐานะ ประชากรของพระเจา้ และพระเจา้ในฐานะพระผูส้ รา้งและพระผูไ้ถ่ ของเรา

แต่ขอ้ 7 ไม่ไดจ้ บลงแค่นนั้ ส่วนแรกของประโยคถดั ไปถูกรวมไวท้ ี่ส่วน ทา้ย เผยใหเ้ห็นค⁠ว⁠า⁠มลบั อนั แสนวิเศษ"

วนั นี้ถา้ท่านทงั้หลายไดย้ ินพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ุ⁠ร⁠เ⁠ส⁠ี⁠ย⁠งของพระองค:์
ใหจ้ ิตใจกระดา้งกระเดื่อง...(สดุดี95:7ง.-8 ฉบบั มาตรฐาน)

เหตุใดคํา ตกั เตือนที่เจาะจงนีจ้ งึถูกรวมอยู่ในส่วนของการนมสัการ? เพราะในช่วงเวลาที่เรานมสัการน่นั เองที่เราไดย้ ินพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ุ⁠ร⁠เ⁠ส⁠ี⁠ย⁠งของ พระเจา้อย่างแทจ้ ริง เมื่อเรานมสัการ เราก็มาถงึจุดสิน้ สุดของการพูด คุยแลว้ เมื่อเราไดเ้ปล่งเสียงโห่รอ้ งและสรรเสริญจนเสร็จสิน้ แลว้ เรา ก็จะพบว่าตนเองเงียบสงบ คือ อยู่ในท่าทีแห่งค⁠ว⁠า⁠มเคารพยํา เกรงต่อ พระพกั ตรพ์ ระเจา้

มีบางคนก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า กลุ่มคาริสมาติกกลวัการนิ่งเงียบ นี่อาจเป็นจริง แต่ ขอ้ เท็จจริงก็คือ จะมีช่วงเวลาหน่งึสํา หรบั การนิ่งเงียบ แลว้ใครจะรู้ ว่าการนิ่งเงียบนนั้ จะยาวนานเพียงใด? เราเต็มใจจะถวายเวลาสกั สิบ นาทีใหแ้ ด่พระเจา้หรือไม่? คริสตจกั รส่วนใหญ่คงจะถือว่าการ นิ่งเงียบสกั สิบนาทีเป็นเรื่องที่้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง แน่นอนว่ามีแต่ พระเจา้เท่านนั้ ที่ทรงกํา หนดว่าการนิ่งเงียบของเราต่อพระพกั ตร์ พระองคน์ นั้ ควรจะยาวนานเท่าใด แต่ในช่วงของท่าทีที่นิ่งเงียบนนั้ ไม่ ว่าจะยาวนานเพียงใด เราก็เปิดใจรบั ฟังพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ุ⁠ร⁠เ⁠ส⁠ี⁠ย⁠งของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

รูธกบั ผมใชเ้วลาร่วมกนั เป็นประจํา เกือบทุกวนั เพื่อสรรเสริญและ นมสัการพระเจา้ (รูธเป็นผูนํา้ นํา นมสัการของเรา เพราะเสียงของผม ไม่ค่อยดีนกั !) และหลายครงั้เมื่อเราเขา้สู่ท่าทีของการนมสัการ ดว้ย จิตวิญญาณที่เงียบสงบต่อพระพกั ตรพ์ ระเจา้ พระองคก์็ตรสักบั เรา เราไดร้ บั การทรงนํา คํา ตกั เตือน และการใหกํา้ กําลงัใจจากพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ มากมายในช่วงเวลาเหล่านี้และแมว้่าผมจะระมดั ระวงัอย่างมากเกี่ยว กบั คํา เผยพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะ แต่ถา้คํา นนั้ เกิดขนึ้ ในบรรยากาศของการ นมสัการ และไม่ทํา ลายค⁠ว⁠า⁠มเป็นอนั หน่งึอนั เดียวกนั ของบรรยากาศ ในขณะนนั้ ผมก็มกั พรอ้ มที่จะเชื่อว่าพระเจา้กํา ลงัตรสักบั เรา

แต่หากเราไม่เคยเขา้สู่สภาวะแห่งการนมสัการนนั้ เราก็อาจจะไม่เคย เปิดโอกาสใหพ้ ระเจา้ตรสักบั เราเลย

ดงันนั้ ขอใหส้ งัเกตถงึค⁠ว⁠า⁠มกา้วหนา้ของลํา ดบั ขนั้ ที่สะทอ้ นใหเ้ห็นใน สดุดี95 ที่ว่า: การสรรเสริญดว้ยเสียงดงั ปิติยินดีและตื่นเตน้ จะนํา เราเขา้สู่การทรงสถิตของพระเจา้ เราสรรเสริญพระองคด์ ว้ยเหตุผล ที่เราไดเ้ห็นแจง้มาแลว้ และยงัมีอีกมากมาย แต่เมื่อเราเขา้มาสู่การ ทรงสถิตของพระองคแ์ ลว้ ท่าทีที่เราตอบสนองต่อพระองคก์็จะ เปลี่ยนไป ไม่ใช่การเปล่งเสียงขอบพระคุณและการสรรเสริญอีกต่อ ไป แต่จะเป็นท่าทีแห่งค⁠ว⁠า⁠มยํา เกรงและการนมสัการต่อพระพกั ตร์ พระเจา้ผูท้ รงฤทธานุภาพ ซ่งึเป็นช่วงเวลาที่เราเปิดใจพรอ้ มที่จะ ไดย้ ินพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ุ⁠ร⁠เ⁠ส⁠ี⁠ย⁠งของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงมีพระดํา รสัสํา คญั บางประการเกี่ยวกบั การนมสัการใน ยอหน์ 4:23 ซ่งึตรสักบั หญิงชาวส⁠ะ⁠ม⁠า⁠เ⁠ร⁠ี⁠ยที่บ่อน้ํา ของยาโคบว่า:

แต่วาระนนั้ ใกลเ้ขา้มาแลว้ และบดั นีก้ ็ถงึแลว้ คือเมื่อคนที่ นมสัการอย่างแทจ้ ริงจะนมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าดว้ยจิตวิญญาณ และค⁠ว⁠า⁠มจริง เพราะว่าพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าทรงแสวงหาคนเช่นนนั้ มา นมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์(ยอหน์ 4:23 ฉบบั มาตรฐาน)

น่นั เป็นถอ้ ยแถลงที่น่าท่งึมาก ใช่ไหมครบั ? พระเจา้ผูท้ รงฤทธานุภาพ ทรงแสวงหาผูท้ ี่จะนมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์แต่เราจะตอ้ งนมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ตามเงื่อนไขของพระองคใ์นยอหน์ ขอ้ 24:

น่นั เป็นถอ้ ยแถลงที่น่าท่งึมาก ใช่ไหมครบั ? พระเจา้ผูท้ รงฤทธานุภาพ ทรงแสวงหาผูท้ ี่จะนมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์แต่เราจะตอ้ งนมสัการพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ตามเงื่อนไขของพระองคใ์นยอหน์ ขอ้ 24:

ตามพระคมั ภีร์มนุษยป์ ระกอบดว้ยสามส่วน คือ วิญญาณ จิตใจ และ ร่างกาย จิตใจของเรานนั้ กระตือรือรน้ อย่างมากในการสรรเสริญและ การขอบพระคุณ แต่เมื่อพูดถงึการนมสัการ วิญญาณของเรานี่แหละ ที่เขา้สู่การสามคั คีธรรมโดยตรงกบั พระวิญญาณของพระเจา้ นี่เป็น สิ่งที่จิตใจของเราไม่สามารถกระทํา ได้

พระวิญญาณบริสุทธิท์ รงเป็นผูป้ ระทานการรวมเป็นหน่งึเดียวโดย ตรงกบั พระเจา้แก่เรา พวกเราที่เคยมีประสบการณไ์ดร้ บั การเติมเต็ม ดว้ยพระวิญญาณบริสุทธิท์ ราบดีว่าสิ่งนนั้ เปลี่ยนวิธีที่เรานมสัการ เรา ไดก้ า้วเขา้สู่มิติใหม่ การไดร้ บั การเติมเต็มดว้ยพระวิญญาณบริสุทธิไ์ม่ ไดทํา้ ทําใหเ้ราสมบูรณแ์ บบหรือเหนือกว่าผูอ้ ื่น แต่สิ่งนีไ้ดป้ ลดปล่อยบาง สิ่งในตวัเรา ทํา ใหเ้ราสามารถเห็นคุณค่าของการนมสัการอย่างที่ควร จะเป็น

เรายงัตอ้ งนมสัการพระเจา้ในค⁠ว⁠า⁠มจริงดว้ย ผมเชื่อว่าค⁠ว⁠า⁠มจริงในที่นี้ หมายถงึค⁠ว⁠า⁠มจริงใจ การมีค⁠ว⁠า⁠มจริงใจในการนมสัการนนั้ เป็นเรื่อง สํา คญั อย่างยิ่ง เพื่อใหเ้ห็นภาพชดั เจน ผมอยากจะยกตวัอย่างสกั เล็กนอ้ ยจากหนงัสือเลวีนิติในพนั ธสญั ญาเดิม ที่บรรยายถงึ บทบญั ญตั ิและเครื่องบูชาของปุโรหิต

พระเจา้ทรงกํา ลงัใหข้ อ้ กํา หนดเกี่ยวกบั สิ่งที่สามารถและไม่สามารถ นํา มาถวายเป็นเครื่องบูชาได้ในเลวีนิติ2:1-2 พระองคท์ รงบญั ชาให้ ถวายกํา ยาน ซ่งึเป็นยางหอมชนิดหน่งึที่ไดม้ าจากตน้ ไม้บน เครื่องบูชาทุกอย่าง:

"เมื่อใครนํา ธญั บูชามาเป็นเครื่องบูชาถวายแด่พระยาหเ์วห์ ก็ใหเ้ขานํา แป้งอย่างดีมาถวาย ใหเ้ขาเทน้ํา มนั ลงบนแป้ง และวางกํา ยานบนแป้งดว้ย แลว้นํา มาใหบ้ รรดาบุตรของอา โรนผูเ้ป็นปุโรหิต ผูถ้ วายบูชาจะหยิบแป้งอย่างดีเคลา้ น้ํา มนั กํา มือหน่งึกบั กํา ยานทงั้หมดออกมา และปุโรหิตจะ เผาเครื่องบูชาส่วนนีเ้ป็นส่วนอนุสรณบ์ นแท่น คือเป็น เครื่องบูชาดว้ยไฟ เป็นกลิ่นพอพระทยัแด่พระยาหเ์วห"์ (เลวีนิติ2:1-2 ฉบบั มาตรฐาน)

เครื่องบูชานนั้ มีองคป์ ระกอบหลายอย่าง รวมถงึแป้งและน้ํา มนั ดว้ย (น้ํา มนั นีเ้ป็นภาพเล็งถงึพระวิญญาณบริสุทธิ)์เพียงบางส่วนของ เครื่องบูชาเหล่านีเ้ท่านนั้ ที่ถูกเผา ส่วนที่เหลือจะตกเป็นของปุโรหิต (การถวายของเราแด่พระเจา้ในปัจจุบนั นีก้ ็ใชสํา้ สํา หรบั ปรนนิบตั ิผูร้ บั ใช้ ของพระเจา้เช่นกนั - ซ่งึถือว่าเป็นปุโรหิตในยุคนี)้ แต่กํา ยานทงั้หมด จะถูกเผา เพราะกํา ยานในพนั ธสญั ญาเดิมเป็นภาพเล็งถงึการ นมสัการ และน่นั คือส่วนหน่งึของการถวายของเราที่ไม่เคยถูกมอบให้ แก่ใครเลยนอกจากพระเจา้ นี่จงึเป็นสิ่งสํา คญั อย่างยิ่งที่จะไม่มอบ การนมสัการแก่มนุษยค์ นใด ไม่ว่าจะเป็นเวลาใดก็ตาม แต่ถวายแด่ องคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้เท่านนั้

กํา ยานนนั้ ไม่มีค⁠ว⁠า⁠มงดงามในตวัของมนั เอง แต่เมื่อถูกเผา มนั จะ ส่งกลิ่นอนั หอมหวนออกมา น่นั คือสิ่งที่การนมสัการของเราเป็นต่อ พระเจา้ คือ กลิ่นอนั หอมหวนและหอมอบอวนที่ลอยขนึ้ ไปถงึพระ นาสิกของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

ในทางกลบั กนั มีส่วนประกอบอีกหน่งึอย่างที่ตอ้ งไม่รวมอยู่ในเครื่อง ถวายใดๆ แด่พระเจา้ จากเลวีนิติ2:11:

“เครื่องบูชาธัญพืชใดๆ ที่ท่านนำมาถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ห้ามมีเชื้อยีสต์ และห้ามเผาเชื้อยีสต์หรือน้ำผึ้งในเครื่องบูชาใดๆ ที่ถวายแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าด้วยไฟ”

ในสภาพตามธรรมชาติของน้ํา ผงึ้นนั้ มีรสหวานอร่อย แต่เมื่อถูกเผา จะกลายเป็นกอ้ นเหนียวสีดํา ดงันนั้ สิ่งที่องคพ์ ระผูเ้ป็นเจา้ตรสัก็คือ: ‘อย่าถวายการนมสัการที่ไม่สามารถทนไฟใหแ้ ก่เรา จงถวายกํา ยาน เพราะยิ่งถูกเผา กลิ่นของมนั ก็จะยิ่งหอมหวานมากขนึ้ เท่านนั้ อย่า ถวายการนมสัการที่เมื่อถูกทดสอบและทดลองแลว้ จะกลายเป็นกอ้ น เหนียวสีดํา ใหแ้ ก่เราเลย’

ลองคิดดูสิครบั ถามตวัเองว่า 'ฉนั กํา ลงัใส่น้ํา ผงึ้ลงในคํา อธิษฐานของ ฉนั อยู่หรือไม่ หรือฉนั กํา ลงัถวายกํา ยานกนั แน่? ฉนั กํา ลงัทูลต่อ พระเจา้ในสิ่งที่ฉนั จะไม่ปฏิบตั ิตามหรือไม่่? หรือฉนั กํา ลงัอธิษฐานต่อ พระองคด์ ว้ยจิตวิญญาณและค⁠ว⁠า⁠มจริง?'

ภาพสุดทา้ยที่ชดั เจนอย่างยิ่งเกี่ยวกบั การนมสัการพบไดใ้น 1 โครินธ์ 6:16-17 นี่เป็นขอ้ ค⁠ว⁠า⁠มที่ตรงไปตรงมา เช่นเดียวกบั พระคมั ภีรซ์่งึ เป็นหนงัสือที่ตรงไปตรงมา เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วไวด้ งันี:้

...ท่านท่านทงั้หลายรูแ้ ลว้ไม่ใช่หรือว่าคนที่ผูกพนั กบั หญิง โสเภณีก็เป็นร่างกายเดียวกบั นาง? เพราะว่ามีคํา ก⁠ล⁠่⁠า⁠วไวว้่า “เขาทงั้สองจะเป็นเนือ้ เดียวกนั ” แต่คนที่ผูกพนั กบั องค์ พระผูเ้ป็นเจา้ ก็เป็นจิตวิญญาณเดียวกบั พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์(1โค รินธ์6:16-17)

...ท่านท่านทงั้หลายรูแ้ ลว้ไม่ใช่หรือว่าคนที่ผูกพนั กบั หญิง โสเภณีก็เป็นร่างกายเดียวกบั นาง? เพราะว่ามีคํา ก⁠ล⁠่⁠า⁠วไวว้่า “เขาทงั้สองจะเป็นเนือ้ เดียวกนั ” แต่คนที่ผูกพนั กบั องค์ พระผูเ้ป็นเจา้ ก็เป็นจิตวิญญาณเดียวกบั พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์(1โค รินธ์6:16-17)

ดงันนั้ เมื่อคุณนึกถงึการนมสัการ ขอใหจํา้ จําไวว้่า นี่คือหนทางที่จิต วิญญาณของคุณจะผูกพนั เป็นหน่งึเดียวกบั พระวิญญาณของ พระเจา้ได้และการผูกพนั เป็นหน่งึเดียวกนั นีจ้ ะก่อใหเ้กิดผลอุดม สมบูรณ์(คือการเกิดผลฝ่ ายวิญญาณ หรือการเปลี่ยนแปลงชีวิต - ผู้ แปล) ในฝ่ ายจิตวิญญาณก็เช่นเดียวกบั ฝ่ ายกายภาพ คือ การผูกพนั เป็นหน่งึเดียวกนั จะนํา ไปสู่การใหกํา้ กําเนิด (หรือการสืบพนั ธุ)์"

จงใชเ้วลาไตร่ตรองถงึค⁠ว⁠า⁠มกา้วหนา้ของลํา ดบั ขนั้ นีซ้ ่งึนํา ไปสู่จุดสูง สุด คือ การผูกพนั เป็นหน่งึเดียวกบั พระเจา้ อนั ประกอบดว้ย การ ขอบพระคุณ การสรรเสริญ และการนมสัการ จงแสดงออกอย่าง เต็มที่ในการขอบพระคุณและการสรรเสริญของคุณ แต่จงจํา ไวเ้สมอ ว่าจุดส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดนนั้ คือ การนมสัการ

14
แบ่งปัน