จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการศึกษาของเราเกี่ยวกับกิจกรรมแรกนี้ นั่นคือการขอบพระคุณ ซึ่งอยู่ในฮีบรู 12:28:

เหตุฉะนั้น ครั้นเราได้อาณาจักรที่ไม่หวั่นไหวมาแล้ว ก็ให้เรารับพระคุณ เพื่อเราจะได้ปฏิบัติพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าตามชอบพระทัยของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ด้วยค⁠ว⁠า⁠มเคารพและยำเกรง

มีการแปลพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ที่แตกต่างกันอย่างน่าสังเกตระหว่างฉบับน⁠ิ⁠ว⁠ค⁠ิ⁠ง⁠เ⁠จ⁠ม⁠ส⁠์ (NKJV) และฉบับนิวอินเตอร์เนชั่นแนล (NIV) ในจุดที่ฉบับ NKJV แปลว่า 'ให้เรารับพระคุณ' แต่ฉบับ NIV กลับแปลว่า 'ให้เราขอบพระคุณ’ อย่างไรก็ตาม การแปลของทั้งสองฉบับล้วนถูกต้อง เพราะในภาษากรีกคำว่ารับพระคุณนั้น มาจากคำหลักคือ คาริส (charis) หมายถึงการก⁠ล⁠่⁠า⁠วคำ 'ขอบพระคุณ' (เป็นที่น่าสนใจที่คำว่า 'ขอบพระคุณ' ในภาษากรีกสมัยใหม่คือ ยูคาริสโต (eucharisto) ซึ่งมีค⁠ว⁠า⁠มเกี่ยวข้องโดยตรงกับคำว่าคาริส หรือพระคุณ) ดังนั้น จึงมีค⁠ว⁠า⁠มเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง พระคุณและการขอบพระคุณ คนที่ไม่รู้จักขอบพระคุณคือ คนที่อยู่นอกพระคุณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า คุณไม่สามารถเป็นคนที่ไม่ขอบพระคุณและอยู่ในพระคุณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าไปพร้อมกันได้

ภาษาสมัยใหม่อีกสามภาษาก็แสดงให้เห็นถึงค⁠ว⁠า⁠มเชื่อมโยงนี้เช่นกันคือ ในภาษาฝรั่งเศส คำว่า grâce à Dieu หมายถึง 'ขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า' โดยคำว่า grâce นั้นสะกดเหมือนกับคำในภาษาอังกฤษทุกประการ (grace) ส่วนในภาษาอิตาลี คำว่า 'ขอบคุณ' คือ grazie และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คำนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคำว่าพระคุณ (grace) และในภาษาสเปน คือ gracias คุณจะเห็นได้ว่าทั้งสามภาษาในกลุ่มโ⁠ร⁠ม⁠า⁠น⁠ซ⁠์นี้ (คือกลุ่มภาษาที่มีรากฐานมาจากภาษาละติน) ยังคงรักษาค⁠ว⁠า⁠มเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างคำว่า พระคุณ (grace) และ การขอบพระคุณ (thankfulness) ไว้ได้อย่างชัดเจน

นี่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งคือ เมื่อเราไม่รู้จักขอบพระคุณ เราก็อยู่นอกพระคุณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า เราไม่สามารถชื่นชมยินดีในพระคุณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้หากปราศจากการขอบพระคุณ และเราไม่อาจแยกการขอบพระคุณออกจากพระคุณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้ ไม่ว่าเราจะก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า "ขอให้เราขอบพระคุณ" หรือ "ขอให้เรารับพระคุณ" แท้จริงแล้วเรากำลังพูดในสิ่งเดียวกัน

นี่คือสี่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับการขอบพระคุณ ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นข้อกำหนดจากจดหมายฝากฉบับต่างๆ ของเปาโลสี่ฉบับ โดยเริ่มจากโคโลสี 3:15 (ฉบับมาตรฐาน):

และจงให้สันติสุขของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์นำพาจิตใจของท่านทั้งหลาย พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงเรียกท่านให้มาเป็นกายเดียวกันก็เพื่อสันติสุขนี้ และจงมีใจขอบพระคุณ

นั่นไม่ใช่ข้อเสนอแนะ แต่เป็นพระบัญชาคือ จงมีใจขอบพระคุณ และเปาโลยังก⁠ล⁠่⁠า⁠วต่อไปในข้อ 16-17 (ฉบับมาตรฐาน) ว่า:

จงให้พ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันและกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วยการขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าในใจของท่าน และเมื่อท่านทั้งหลายทำสิ่งใดไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือด้วยการประพฤติ จงทำทุกสิ่งในพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูองค์พระผู้เป็นเจ้า และขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าโดยทางพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

ในทุกสิ่งที่เรากระทำ เราจำเป็นต้องยึดหลักการสองประการคือ ก⁠า⁠ร⁠ก⁠ร⁠ะ⁠ท⁠ำสิ่งนั้น 'ในพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูองค์พระผู้เป็นเจ้า' และ 'การขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าโดยทางพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์' นั่นเป็นการกำหนดขอบเขตที่ยอดเยี่ยม! บางครั้งคนหนุ่มสาวถามว่า 'การที่ฉันทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?' ผมตอบว่า 'หากคุณสามารถทำสิ่งนั้นในพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูองค์พระผู้เป็นเจ้า และขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าโดยทางพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ได้ สิ่งนั้นก็ถูกต้อง แต่หากคุณไม่สามารถทำได้ สิ่งนั้นก็ไม่ถูกต้อง' นั่นคือสิ่งที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่เรามีอิสระที่จะกระทำได้

ดังนั้น การขอบพระคุณจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพระบัญชา

ประการที่สอง ในเอเฟซัส 5:18 (ฉบับมาตรฐาน) เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วถึงค⁠ว⁠า⁠มหมายของการเต็มเปี่ยมด้วยพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์อยู่เสมอว่า:

“และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ”

เป็นเรื่องน่าสังเกตมิใช่หรือที่ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รมักให้ค⁠ว⁠า⁠มสำคัญกับสิ่งที่เป็นด้านลบ และมองข้ามสิ่งที่เป็นด้านบวก? ทุกคนรู้ว่าไม่ควรเมาเหล้าองุ่น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าควรเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ

และผลของการที่เราเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณคืออะไร ข้อ 19-20 (ฉบับมาตรฐาน) บอกเราว่า:

“...จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณคือ ร้องเพลงและสดุดีจากใจของพวกท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า จงขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าคือ พ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠าอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในพระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”

เมื่อคุณเต็มเปี่ยมด้วยพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ คุณจะขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าอย่างต่อเนื่อง อันที่จริง คุณสามารถวัดค⁠ว⁠า⁠มเต็มเปี่ยมของพระวิญญาณในตัวคุณได้ โดยส่วนหนึ่งใช้เกณฑ์จากข้อนี้คือ คุณใช้เวลาขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠ามากแค่ไหน เมื่อคุณหยุดทำเช่นนั้น นั่นเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอนว่าคุณกำลังเริ่มสูญเสียพระวิญญาณไปแล้ว

ถ้อยแถลง (หรือข้อกำหนด) ข้อที่สามของเปาโลเกี่ยวกับการขอบพระคุณ พบใน 1 เธสะโลนิกา 5:16–18 ซึ่งเป็นข้อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์บางข้อที่สั้นที่สุดในพันธสัญญาใหม่ แต่เต็มไปด้วยค⁠ว⁠า⁠มจริงอันทรงพลัง:

“จงชื่นบานอยู่เสมอ…” (1 เธสะโลนิกา 5:16 ฉบับมาตรฐาน)

การพูดเช่นนั้นง่ายมากใช่ไหม? แต่ต้องอาศัยพระคุณอย่างมากถึงจะทำได้จริง!

“...จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ…” (1 เธสะโลนิกา 5:17 ฉบับมาตรฐาน)

จงอย่าหยุดอธิษฐานเป็นอันขาด คุณไม่จำเป็นต้องอธิษฐานตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน ก็อย่าได้ก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า 'ตอนนี้ฉันอธิษฐานเสร็จแล้ว' ผมเชื่อว่ามีคนเคยก⁠ล⁠่⁠า⁠วถึงคุณสมิธ วิกเกิลส์เวิร์ธ (Smith Wigglesworth) ว่า ท่านไม่เคยอธิษฐานนานเกินครึ่งชั่วโมงในแต่ละครั้ง แต่ท่านก็ไม่เคยปล่อยให้เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงโดยไม่อธิษฐานเลย นั่นคือภาพที่ดีที่แสดงให้เห็นค⁠ว⁠า⁠มหมายของการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ (หรือไม่หยุดยั้ง)

ข้อกำหนดสั้นๆ ข้อสุดท้ายของเปาโลจาก 1 เธสะโลนิกา 5:

"...จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠ป⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า สำหรับพวกท่านในพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูคริสต์" (ข้อ 18)

พ⁠ร⁠ะ⁠ป⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าในพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูคริสต์คืออะไร? คือการขอบพระคุณในทุกสิ่ง ดังนั้น หากคุณไม่ได้ขอบพระคุณ อย่างที่เราได้เห็นไปแล้ว คุณก็กำลังอยู่นอกพ⁠ร⁠ะ⁠ป⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠านั่นเอง

ผมได้พูดคุยกับผู้รับใช้พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าหลายท่านซึ่งอยู่ในสถานที่ที่ถูกต้อง กำลังทำงานที่ถูกต้อง แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในพ⁠ร⁠ะ⁠ป⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า สาเหตุไม่ได้มาจากสถานที่หรือการงานนั้น แต่เป็นเพราะพวกท่านหยุดที่จะขอบพระคุณอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า ทันทีที่คุณหยุดขอบพระคุณ คุณก็อยู่นอกพ⁠ร⁠ะ⁠ป⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ไม่จำเป็นว่าเป็นเพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ แต่เป็นเพราะคุณไม่ได้ตอบสนองต่อพระคุณค⁠ว⁠า⁠มดีของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าอย่างสมควร

เรามาถึงข้อกำหนดข้อที่สี่ของเปาโลเกี่ยวกับการขอบพระคุณ ในฟิลิปปี 4:6 (ฉบับมาตรฐาน)

อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ

จงอย่าทูลขอสิ่งใดจากพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าโดยปราศจากการขอบพระคุณ

บันทึกของจอห์น เวสลีย์เมื่อหลายปีก่อนได้สร้างค⁠ว⁠า⁠มประทับใจให้กับผมอย่างมาก ผมยังคงจำข้อคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับข้อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ตอนนี้ได้เสมอ จากวลีที่ว่า 'ในทุกสิ่งโดยการอธิษฐานและการวิงวอน' เวสลีย์ได้แยกคำสามคำออกมาคือ "ทุกสิ่งโดยการอธิษฐาน" และก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า 'ผมเชื่อมั่นว่าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงทำทุกสิ่งโดยการอธิษฐาน และไม่ทรงทำสิ่งใดเลยหากปราศจากการอธิษฐาน' ผมเชื่อว่านี่คือค⁠ว⁠า⁠มจริงพื้นฐาน

ยิ่งไปกว่านั้น เปาโลกำลังก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า 'ไม่ว่าคุณจะมีค⁠ว⁠า⁠มต้องการสิ่งใด จงนำสิ่งนั้นมาพร้อมกับการขอบพระคุณ'

บัดนี้ เราได้พิจารณาคำแนะนำสี่ประการของอัครทูตเปาโลเกี่ยวกับการขอบพระคุณไปแล้ว ต่อไปเราจะมาพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากบทบาทสำคัญสองประการของการขอบพระคุณ

ประการแรก การขอบพระคุณเปิดทางให้เราเข้าถึงพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า จุดที่ดีที่สุดที่จะมองเห็นผลลัพธ์นี้คือในสดุดีบทที่ 100 ซึ่งเป็นบทสดุดีที่คุ้นเคยและงดงามมาก เมื่อก⁠ล⁠่⁠า⁠วถึงการเข้ามาในพระนิเวศของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้เขียนไว้ในข้อที่สี่ว่า

จงเข้าประตูของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยการสรรเสริญ จงขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ (สดุดี 100:4 ฉบับมาตรฐาน)

โปรดสังเกตว่ามีสองขั้นตอนในการเข้าเฝ้าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า: ขั้นตอนแรกคือ ผ่านเข้าประตู และขั้นตอนที่สองคือ ผ่านเข้าบริเวณพระนิเวศ ประตูเปิดทางให้คุณเข้าไปยังบริเวณพระนิเวศ (หรือลานพระนิเวศ) และบริเวณพระนิเวศก็เปิดทางให้คุณเข้าสู่พระนิเวศที่แท้จริงของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า แต่คุณไม่สามารถเข้าไปได้เลยนอกจากจะเข้าไปตามเส้นทางที่กำหนด นั่นคือ 'เข้าประตูของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยการสรรเสริญ' ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีใครสามารถเข้าใกล้พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้เลย เว้นแต่เขาหรือเธอจะมาด้วยวิธีที่กำหนดไว้นี้ นั่นคือ ด้วยการขอบพระคุณและการสรรเสริญ

บางครั้งพวกคุณบางคนอาจรู้สึกว่าห่างไกลจากพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า แม้ว่าจะอธิษฐานแล้วก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะคุณไม่ได้เข้าหาพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์โดยเส้นทางที่กำหนดไว้ คุณสามารถยืนอยู่นอกพระนิเวศและร้องตะโกนถึงพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้ และพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงได้ยินและจะทรงเมตตาคุณ แต่คุณจะไม่ได้รับค⁠ว⁠า⁠มใกล้ชิดสนิทสนมกับพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠า เว้นแต่คุณจะมาพร้อมกับการขอบพระคุณและการสรรเสริญ

บางคนอาจบ่นว่า ‘ฉันไม่มีอะไรที่จะขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าเลย ทุกอย่างกำลังแย่ ชีวิตฉันก็วุ่นวายไปหมด ทำไมฉันต้องขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์?’ ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้ให้เหตุผลสามประการไว้ในข้อ 5 เพื่อให้เราขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า:

เพราะพ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ประเสริฐ ค⁠ว⁠า⁠มรักมั่นคงของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ดำรงเป็นนิตย์ และค⁠ว⁠า⁠มซื่อสัตย์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ (สดุดี 100:5 ฉบับมาตรฐาน)

ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร มีสามสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดีเสมอไป พระเมตตา (หรือค⁠ว⁠า⁠มรัก) ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ และค⁠ว⁠า⁠มจริง (หรือค⁠ว⁠า⁠มซื่อสัตย์) ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ ดังนั้นเราจึงมีเหตุผลที่ยั่งยืนและไม่เปลี่ยนแปลงสามประการที่จะขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า

จงอย่ามุ่งค⁠ว⁠า⁠มสนใจไปยังค⁠ว⁠า⁠มรู้สึกของคุณ และจงอย่ามุ่งค⁠ว⁠า⁠มสนใจไปยังสถานการณ์ของคุณ แต่จงมุ่งค⁠ว⁠า⁠มสนใจไปยังพระลักษณะอันเป็นนิรันดร์และที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า และวิธีการที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงปฏิบัติกับเรา เมื่อนั้นคุณจะพบว่าคุณเองกำลังขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าอย่างสม่ำเสมอ (หรือไม่หยุดยั้ง)

ให้เรามาดูภาพประกอบในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ใหม่เกี่ยวกับการเข้าเฝ้าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าแบบพิเศษซึ่งจัดเตรียมไว้ผ่านการขอบพระคุณ คุณจำเรื่องคนโรคเรื้อนสิบคนในลูกาบทที่ 17 ได้หรือไม่ ซึ่งพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ใครเลย? พวกเขาต้องตะโกนอย่างต่อเนื่องว่า 'มลทิน มลทิน' เพื่อเตือนทุกคนให้อยู่ห่างจากพวกเขา เพราะโรคนั้นติดต่อได้ง่ายมาก

ลูกาบันทึกว่าพวกเขาเปล่งเสียงร้องจากจุดที่อยู่แต่ไกลว่า 'เยซูนายเจ้าข้า โปรดเมตตาเราเถิด!' พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสตอบพวกเขาอย่างเรียบง่ายว่า 'จงไปสำแดงตัวกับพวกปุโรหิตเถิด'

บัดนี้ ผู้ที่หายจากโรคเรื้อนแล้ว ต้องไปสำแดงตัวต่อปุโรหิตเพื่อรับใบรับรองว่าตนไม่เป็นที่แพร่เชื้ออีกต่อไป ดังนั้น การที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสสั่งให้พวกเขาไปสำแดงตัวต่อปุโรหิตนั้น พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูกำลังตรัสว่า 'เมื่อเจ้าไปถึงที่นั่น ปุโรหิตจะรับรองว่าเจ้าหายจากโรคเรื้อนแล้ว' นั่นแหละคือ ค⁠ว⁠า⁠มเชื่อ บางครั้งเราก็ได้รับการเยียวยาขณะที่เรากำลังไป หากเราแค่ยืนนิ่งๆ และบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น

คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนได้รับการรักษาให้หาย แต่มีเพียงคนเดียว ซึ่งบังเอิญเป็นชาวส⁠ะ⁠ม⁠า⁠เ⁠ร⁠ี⁠ย ไม่ใช่ชาวยิว ที่กลับมาขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู และพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูจึงตรัสว่า:

“มีสิบคนหายสะอาดไม่ใช่หรือ? แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน? ไม่มีใครกลับมาสรรเสริญพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ?” (ลูกา 17:17-18 ฉบับมาตรฐาน)

หลังจากนั้น พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ตรัสกับชายคนนั้น (ตามต้นฉบับภาษากรีก) ว่า 'ค⁠ว⁠า⁠มเชื่อของเจ้าได้ช่วยเจ้าให้รอด จงไปเป็นสุขเถิด' ในฉบับภาษาอังกฤษไม่ได้สื่อสารข้อค⁠ว⁠า⁠มนี้ออกมาอย่างชัดเจนว่า ถึงแม้คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนจะหายจากโรค แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูและได้รับค⁠ว⁠า⁠มรอด พวกเขาทุกคนได้รับการรักษาทางฝ่ายกายภาพ แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบพระคุณและได้รับการรักษาฝ่ายวิญญาณอันเป็นค⁠ว⁠า⁠มรอดแห่งนิรันดร์ และเขาเป็นเพียงคนเดียวที่เข้ามาใกล้พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ู คุณเห็นไหมว่า การขอบพระคุณเปิดทางพิเศษให้เข้าถึงพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้

บทบาทสำคัญประการที่สองของการขอบพระคุณคือ การป⁠ล⁠ด⁠ล⁠็⁠อ⁠กฤทธิ์เดชแห่งการอัศจรรย์อันเหนือธรรมชาติของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ผมจะยกตัวอย่างสองเรื่องที่โดดเด่นในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ใหม่ ตัวอย่างแรกคือ เหตุการณ์เลี้ยงคนห้าพันคน ซึ่งบันทึกไว้ในยอห์นบทที่ 6 พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงมีฝูงชนห้าพันคน (ไม่รวมผู้หญิงและเด็ก) อยู่เบื้องพระพักตร์พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ทุกคนต่างหิวโหย ทรัพยากรเดียวที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงมีคือ อาหารกลางวันของเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งคือ ขนมปังห้าก้อนเล็กๆ กับปลาสองตัว แต่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ตรัสว่า 'จงให้คนทั้งหลายนั่งลง เราจะเลี้ยงพวกเขา' และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยอห์นบทที่ 6 ข้อ 11 และ 12 (ฉบับมาตรฐาน):

แล้วพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูก็ทรงหยิบขนมปัง เมื่อขอบพระคุณแล้วก็ทรงแจกจ่ายให้บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาต้องการ เมื่อพวกเขากินอิ่มแล้วพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสกับพวกสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ว่า “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น”

เป็นที่น่าสังเกตว่าในสถานการณ์นี้ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูไม่ได้อธิษฐาน พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ไม่ได้ทูลขอให้พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงกระทำสิ่งใดเลย สิ่งเดียวที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงกระทำคือ ขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าสำหรับสิ่งที่มีอยู่ในพระหัตถ์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์

ยอห์นคงประทับใจกับเรื่องนี้มาก เพราะในข้อ 23 ท่านได้บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นว่า:

",,,มีเรือลำอื่นๆ จากทิเบเรียส ผ่านมาใกล้ตำบลที่พวกเขากินขนมปังหลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าขอบพระคุณแล้ว..."

ดูเหมือนว่ายอห์นจะประทับใจที่การอัศจรรย์นั้นไม่ได้เกิดจากการอธิษฐานที่ยาวนาน แต่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายเพียงเพราะพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า! ผมเชื่อจริงๆ ว่าหลายครั้งที่เราพลาดจากฤทธิ์เดชของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ก็เพราะเราไม่ได้ปลดปล่อยฤทธิ์เดชนั้นออกมาโดยการขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠านั่นเอง

หลังจากนั้นไม่นาน ในยอห์นบทที่ 11 เราพบตัวอย่างที่สองของหลักการนี้คือ ขณะที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูประทับยืนอยู่หน้าอุโมงค์ฝังศพของลาซารัสซึ่งถูกฝังมาสี่วันแล้ว พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ไม่ได้อธิษฐานยาวนาน พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เพียงตรัสว่า 'ข้าแต่พ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠า ข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์โปรดฟังข้าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์' นั่นคือทั้งหมดที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ตรัส จากนั้นพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ตรัสกับลาซารัส แล้วลาซารัสก็ออกมา!

ผมจะขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า หากเราไม่ปลูกฝังนิสัยการขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าตามที่ก⁠ล⁠่⁠า⁠วมานี้ เราจะพลาดฤทธิ์เดชอันเหนือธรรมชาติของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าไปอย่างมาก ฤทธิ์เดชดังก⁠ล⁠่⁠า⁠วไม่จำเป็นต้องถูกปลดปล่อยด้วยการอธิษฐานที่ยาวนาน อันที่จริงแล้ว การอธิษฐานที่มีฤทธิ์เดชอย่างแท้จริงในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ส่วนใหญ่นั้นสั้นมาก (ผมนึกถึงคำอธิษฐานของโมเสสเพื่อมิเรียม ตอนที่เธอเป็นโรคเรื้อนเพราะวิพากษ์วิจารณ์พี่ชายของเธอ สิ่งที่โมเสสก⁠ล⁠่⁠า⁠วมีเพียงแค่ 'ข้าแต่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ขอทรงรักษาเธอให้หายด้วยเถิด') นั่นค่อนข้าตรงกันข้ามเลย หากเราผสมผสานการขอบพระคุณเข้าไปกับการทูลขอของเราให้มากขึ้น คำทูลขอของเราอาจสั้นลงและมีประสิทธิผลมากขึ้นด้วยซ้ำ

ก่อนที่จะจบการสนทนาของเราในเรื่องการขอบพระคุณ เราจำเป็นต้องพิจารณาด้านมืดของค⁠ว⁠า⁠มจริงในข้อนี้ด้วย ซึ่งก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการขอบพระคุณ พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ได้ก⁠ล⁠่⁠า⁠วถึงการไม่ขอบพระคุณไว้อย่างมากมาย แต่ในที่นี้จะนำเสนอถ้อยแถลงที่สำคัญเพียงสามประการ

ข้อแรกปรากฎอยู่ในโรมบทที่ 1 ซึ่งเปาโลได้บรรยายอย่างเชี่ยวชาญถึงการเสื่อมถอยของมนุษยชาติ จากค⁠ว⁠า⁠มรู้เรื่องพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่มีอยู่โดยธรรมชาติไปสู่ค⁠ว⁠า⁠มชั่วร้ายอันน่าตกใจ โรมบทที่ 1 จบลงด้วยรายการหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ เกี่ยวกับค⁠ว⁠า⁠มเสื่อมทราม ค⁠ว⁠า⁠มทุกข์ยาก และค⁠ว⁠า⁠มชั่วร้ายของมนุษย์

เราอาจถามตัวเองว่า มนุษยชาติตกต่ำถึงระดับนั้นได้อย่างไร? ค⁠ำ⁠ต⁠อ⁠บอยู่ในข้อ 21:

"...เพราะถึงแม้ว่าเขาได้รู้จักพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าแล้ว เขาก็ไม่ได้ถวายพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ก⁠ี⁠ย⁠ร⁠ต⁠ิแด่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ให้สมกับที่ทรงเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า หรือขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ แต่พวกเขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป..." (โรม 1:21 ฉบับมาตรฐาน)

ด้วยเหตุนี้ เปาโลจึงอธิบายถึงสองขั้นแรกของก้าวที่ถลำลงสู่หลุมมืดซึ่งก⁠ล⁠่⁠า⁠วไว้ในตอนท้ายของบทนี้ ขั้นแรกคือ ผู้คนไม่ได้ถวายพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ก⁠ี⁠ย⁠ร⁠ต⁠ิแด่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าให้สมกับที่ทรงเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า และขั้นที่สองคือ พวกเขาไม่ได้ขอบพระคุณ

ทุกครั้งที่คนเราหยุดที่จะขอบพระคุณ เขาก็เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ล⁠ื⁠่⁠น⁠ไ⁠ห⁠ล ผมขอเตือนคุณว่า อย่าแม้แต่จะเริ่มเดินบนเส้นทางนั้น เพราะมันยากที่จะหันกลับและเดินย้อนขึ้นมาอีกครั้ง!

ข้อสังเกตสำคัญประการที่สองจากพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์เกี่ยวกับการไม่ขอบพระคุณ ปรากฏอยู่ใน 2 ทิโมธี บทที่ 3 ซึ่งมีรายการที่น่าสะพรึงกลัวอีกชุดหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะเปรียบเทียบกับรายการในโรมบทที่ 1 ซึ่งผมเรียกว่าเป็นผลลัพธ์เชิงเหตุและผลของการไม่ขอบพระคุณ ส่วนใน 2 ทิโมธี บทที่ 3 เป็นผลลัพธ์เชิงประวัติศาสตร์ มนุษยชาติจะเป็นอย่างไรในวาระสุดท้าย ในช่วงเวลาใกล้สิ้นยุค? อัครสาวกเปาโลได้ให้ภาพนี้แก่เรา โดยเริ่มจากข้อ 1 (ฉบับมาตรฐาน):

“แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว”

อะไรจะนำให้ยุคที่น่าสะพรึงกลัวนี้มาถึง? คือการเสื่อมทรามของอุปนิสัยของมนุษย์ ข้อ 2 ก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า:

เพราะว่าผู้คนจะเห็นแก่ตัว (ซึ่งเป็นรากของปัญหาทั้งปวง) รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย

คนที่ไม่ขอบพระคุณ (หรืออกตัญญู) อยู่ในลำดับใดในรายการนี้? อยู่ถัดจากคนที่ไม่บริสุทธิ์ (หรือชั่วร้าย) การไม่ขอบพระคุณคือ การไม่บริสุทธิ์ (หรือชั่วร้าย) คุณไม่สามารถบริสุทธิ์และไม่ขอบพระคุณได้ การขอบพระคุณจึงเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การเป็นคนบริสุทธิ์

พฤติกรรมแบบใดที่ตรงกันข้ามกับการขอบพระคุณ? ผมคิดว่าคำที่ดีที่สุดในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์คือ 'การบ่นพึมพำ (murmur)' หรือในภาษาอังกฤษสมัยใหม่คือ 'การบ่นต่อว่า (complain)' ผมขอเสนอว่าเมื่อใดก็ตามที่เราพูดอะไรออกไป หากไม่เป็นไปในทางบวกก็เป็นไปในทางลบ มีค⁠ำ⁠พ⁠ู⁠ดที่เป็นกลางน้อยมาก ดังนั้น หากเราไม่แสดงค⁠ว⁠า⁠มขอบคุณ (หรือค⁠ว⁠า⁠มกตัญญู) เราก็เกือบจะต้องลงเอยด้วยการบ่นพึมพำและการบ่นต่อว่าอย่างแน่นอน อย่าเป็นคนเช่นนั้นเลย!

ประการที่สามและเป็นประการสุดท้าย ให้เรามาพิจารณาสิ่งที่เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วเกี่ยวกับการไม่ขอบพระคุณ ใน 1 โครินธ์ 10:7-10 ท่านกำลังตักเตือนคริสเตียนไม่ให้ตกไปในค⁠ว⁠า⁠มผิดพลาดแบบเดียวกับที่ช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลได้เคยทำ หลังจากที่พวกเขาได้รับการปลดปล่อยออกจากอียิปต์

“พวกท่านอย่านับถือรูปเคารพเหมือนบางคนในพวกเขาได้ทำ...อย่าให้เราล่วงประเวณี...อย่าให้เราลองดีพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์...อย่าให้เราบ่น (ฉบับคิงเจมส์ คือ บ่นพึมพำ) เหมือนบางคนในพวกเขาได้ทำ แล้วต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต”

มีคำเตือนเกี่ยวกับการบ่นพึมพำข้อหนึ่งที่พบในกันดารวิถี บทที่ 21 เมื่อช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลท้อแท้และหมดค⁠ว⁠า⁠มอดทนเพราะการเดินทางที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อย พวกเขาจึงเริ่มบ่นพึมพำต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าและโมเสส พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าจึงทรงตอบสนองด้วยการส่งงูที่มีพิษร้ายแรงมาในหมู่พวกเขา และผู้คนก็เริ่มล้มตาย

จงรับคำเตือนนี้ไว้! การบ่นพึมพำอาจทำให้คุณเผชิญหน้ากับงูพิษร้ายแรง การถูกกัดอาจไม่ใช่ทางฝ่ายกายภาพ แต่มันจะฉีดพิษนานาชนิดเข้าไปในวิญญาณของคุณ

ดังนั้น เราจึงเผชิญกับสองทางเลือกที่ตรงกันข้าม คือ การขอบพระคุณ ซึ่งเปิดทางสู่การสถิตของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าและฤทธิ์เดชแห่งการอัศจรรย์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ หรือการเป็นคนบ่นพึมพำ จงตัดสินใจ จงตั้งใจแน่วแน่เถิด

ผมจะขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า ผมจะค้นหาเหตุผลจากพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์เพื่อที่จะขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าต่อไป และผมจะฝึกฝนการขอบพระคุณพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าเสมอไป

13
แบ่งปัน