การขอบพระคุณ

Derek Prince
*First Published: 1990
*Last Updated: มีนาคม 2026
14 min read
This teaching is not currently available in ไทย.
จุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับการศึกษาของเราเกี่ยวกับกิจกรรมแรกนี้ นั่นคือการขอบพระคุณ ซึ่งอยู่ในฮีบรู 12:28:
เหตุฉะนั้น ครั้นเราได้อาณาจักรที่ไม่หวั่นไหวมาแล้ว ก็ให้เรารับพระคุณ เพื่อเราจะได้ปฏิบัติพระเจ้าตามชอบพระทัยของพระองค์ ด้วยความเคารพและยำเกรง
มีการแปลพระคัมภีร์ที่แตกต่างกันอย่างน่าสังเกตระหว่างฉบับนิวคิงเจมส์ (NKJV) และฉบับนิวอินเตอร์เนชั่นแนล (NIV) ในจุดที่ฉบับ NKJV แปลว่า 'ให้เรารับพระคุณ' แต่ฉบับ NIV กลับแปลว่า 'ให้เราขอบพระคุณ’ อย่างไรก็ตาม การแปลของทั้งสองฉบับล้วนถูกต้อง เพราะในภาษากรีกคำว่ารับพระคุณนั้น มาจากคำหลักคือ คาริส (charis) หมายถึงการกล่าวคำ 'ขอบพระคุณ' (เป็นที่น่าสนใจที่คำว่า 'ขอบพระคุณ' ในภาษากรีกสมัยใหม่คือ ยูคาริสโต (eucharisto) ซึ่งมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับคำว่าคาริส หรือพระคุณ) ดังนั้น จึงมีความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่าง พระคุณและการขอบพระคุณ คนที่ไม่รู้จักขอบพระคุณคือ คนที่อยู่นอกพระคุณของพระเจ้า คุณไม่สามารถเป็นคนที่ไม่ขอบพระคุณและอยู่ในพระคุณของพระเจ้าไปพร้อมกันได้
ภาษาสมัยใหม่อีกสามภาษาก็แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงนี้เช่นกันคือ ในภาษาฝรั่งเศส คำว่า grâce à Dieu หมายถึง 'ขอบพระคุณพระเจ้า' โดยคำว่า grâce นั้นสะกดเหมือนกับคำในภาษาอังกฤษทุกประการ (grace) ส่วนในภาษาอิตาลี คำว่า 'ขอบคุณ' คือ grazie และก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่คำนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับคำว่าพระคุณ (grace) และในภาษาสเปน คือ gracias คุณจะเห็นได้ว่าทั้งสามภาษาในกลุ่มโรมานซ์นี้ (คือกลุ่มภาษาที่มีรากฐานมาจากภาษาละติน) ยังคงรักษาความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างคำว่า พระคุณ (grace) และ การขอบพระคุณ (thankfulness) ไว้ได้อย่างชัดเจน
นี่เป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่งคือ เมื่อเราไม่รู้จักขอบพระคุณ เราก็อยู่นอกพระคุณของพระเจ้า เราไม่สามารถชื่นชมยินดีในพระคุณของพระเจ้าได้หากปราศจากการขอบพระคุณ และเราไม่อาจแยกการขอบพระคุณออกจากพระคุณของพระเจ้าได้ ไม่ว่าเราจะกล่าวว่า "ขอให้เราขอบพระคุณ" หรือ "ขอให้เรารับพระคุณ" แท้จริงแล้วเรากำลังพูดในสิ่งเดียวกัน
นี่คือสี่ถ้อยแถลงเกี่ยวกับการขอบพระคุณ ซึ่งอันที่จริงแล้วเป็นข้อกำหนดจากจดหมายฝากฉบับต่างๆ ของเปาโลสี่ฉบับ โดยเริ่มจากโคโลสี 3:15 (ฉบับมาตรฐาน):
และจงให้สันติสุขของพระคริสต์นำพาจิตใจของท่านทั้งหลาย พระเจ้าทรงเรียกท่านให้มาเป็นกายเดียวกันก็เพื่อสันติสุขนี้ และจงมีใจขอบพระคุณ
นั่นไม่ใช่ข้อเสนอแนะ แต่เป็นพระบัญชาคือ จงมีใจขอบพระคุณ และเปาโลยังกล่าวต่อไปในข้อ 16-17 (ฉบับมาตรฐาน) ว่า:
จงให้พระวจนะของพระคริสต์อยู่ในพวกท่านอย่างบริบูรณ์ จงสั่งสอนและเตือนสติกันและกันด้วยปัญญาทั้งสิ้น จงร้องเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณด้วยการขอบพระคุณพระเจ้าในใจของท่าน และเมื่อท่านทั้งหลายทำสิ่งใดไม่ว่าจะด้วยวาจาหรือด้วยการประพฤติ จงทำทุกสิ่งในพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า และขอบพระคุณพระเจ้าพระบิดาโดยทางพระองค์
ในทุกสิ่งที่เรากระทำ เราจำเป็นต้องยึดหลักการสองประการคือ การกระทำสิ่งนั้น 'ในพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า' และ 'การขอบพระคุณพระเจ้าโดยทางพระองค์' นั่นเป็นการกำหนดขอบเขตที่ยอดเยี่ยม! บางครั้งคนหนุ่มสาวถามว่า 'การที่ฉันทำสิ่งนี้หรือสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องหรือไม่?' ผมตอบว่า 'หากคุณสามารถทำสิ่งนั้นในพระนามของพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้า และขอบพระคุณพระเจ้าโดยทางพระองค์ได้ สิ่งนั้นก็ถูกต้อง แต่หากคุณไม่สามารถทำได้ สิ่งนั้นก็ไม่ถูกต้อง' นั่นคือสิ่งที่กำหนดขอบเขตของสิ่งที่เรามีอิสระที่จะกระทำได้
ดังนั้น การขอบพระคุณจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นพระบัญชา
ประการที่สอง ในเอเฟซัส 5:18 (ฉบับมาตรฐาน) เปาโลกล่าวถึงความหมายของการเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอว่า:
“และอย่าเมาเหล้าองุ่นซึ่งจะทำให้เสียคน แต่จงเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ”
เป็นเรื่องน่าสังเกตมิใช่หรือที่คริสตจักรมักให้ความสำคัญกับสิ่งที่เป็นด้านลบ และมองข้ามสิ่งที่เป็นด้านบวก? ทุกคนรู้ว่าไม่ควรเมาเหล้าองุ่น แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ว่าควรเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณ
และผลของการที่เราเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณคืออะไร ข้อ 19-20 (ฉบับมาตรฐาน) บอกเราว่า:
“...จงปราศรัยกันด้วยเพลงสดุดี เพลงนมัสการ และเพลงฝ่ายจิตวิญญาณคือ ร้องเพลงและสดุดีจากใจของพวกท่านถวายองค์พระผู้เป็นเจ้า จงขอบพระคุณพระเจ้าคือ พระบิดาอยู่เสมอสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างในพระนามของพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเรา”
เมื่อคุณเต็มเปี่ยมด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ คุณจะขอบพระคุณพระเจ้าอย่างต่อเนื่อง อันที่จริง คุณสามารถวัดความเต็มเปี่ยมของพระวิญญาณในตัวคุณได้ โดยส่วนหนึ่งใช้เกณฑ์จากข้อนี้คือ คุณใช้เวลาขอบพระคุณพระเจ้ามากแค่ไหน เมื่อคุณหยุดทำเช่นนั้น นั่นเป็นข้อบ่งชี้ที่แน่นอนว่าคุณกำลังเริ่มสูญเสียพระวิญญาณไปแล้ว
ถ้อยแถลง (หรือข้อกำหนด) ข้อที่สามของเปาโลเกี่ยวกับการขอบพระคุณ พบใน 1 เธสะโลนิกา 5:16–18 ซึ่งเป็นข้อพระคัมภีร์บางข้อที่สั้นที่สุดในพันธสัญญาใหม่ แต่เต็มไปด้วยความจริงอันทรงพลัง:
“จงชื่นบานอยู่เสมอ…” (1 เธสะโลนิกา 5:16 ฉบับมาตรฐาน)
การพูดเช่นนั้นง่ายมากใช่ไหม? แต่ต้องอาศัยพระคุณอย่างมากถึงจะทำได้จริง!
“...จงอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ…” (1 เธสะโลนิกา 5:17 ฉบับมาตรฐาน)
จงอย่าหยุดอธิษฐานเป็นอันขาด คุณไม่จำเป็นต้องอธิษฐานตลอดเวลา แต่ในทางกลับกัน ก็อย่าได้กล่าวว่า 'ตอนนี้ฉันอธิษฐานเสร็จแล้ว' ผมเชื่อว่ามีคนเคยกล่าวถึงคุณสมิธ วิกเกิลส์เวิร์ธ (Smith Wigglesworth) ว่า ท่านไม่เคยอธิษฐานนานเกินครึ่งชั่วโมงในแต่ละครั้ง แต่ท่านก็ไม่เคยปล่อยให้เวลาผ่านไปครึ่งชั่วโมงโดยไม่อธิษฐานเลย นั่นคือภาพที่ดีที่แสดงให้เห็นความหมายของการอธิษฐานอย่างสม่ำเสมอ (หรือไม่หยุดยั้ง)
ข้อกำหนดสั้นๆ ข้อสุดท้ายของเปาโลจาก 1 เธสะโลนิกา 5:
"...จงขอบพระคุณในทุกกรณี เพราะนี่แหละเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า สำหรับพวกท่านในพระเยซูคริสต์" (ข้อ 18)
พระประสงค์ของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์คืออะไร? คือการขอบพระคุณในทุกสิ่ง ดังนั้น หากคุณไม่ได้ขอบพระคุณ อย่างที่เราได้เห็นไปแล้ว คุณก็กำลังอยู่นอกพระประสงค์ของพระเจ้านั่นเอง
ผมได้พูดคุยกับผู้รับใช้พระเจ้าหลายท่านซึ่งอยู่ในสถานที่ที่ถูกต้อง กำลังทำงานที่ถูกต้อง แต่ก็ยังรู้สึกว่าไม่ได้อยู่ในพระประสงค์ของพระเจ้า สาเหตุไม่ได้มาจากสถานที่หรือการงานนั้น แต่เป็นเพราะพวกท่านหยุดที่จะขอบพระคุณอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นโปรดจำไว้ว่า ทันทีที่คุณหยุดขอบพระคุณ คุณก็อยู่นอกพระประสงค์ของพระเจ้า ไม่จำเป็นว่าเป็นเพราะสิ่งที่คุณกำลังทำอยู่ แต่เป็นเพราะคุณไม่ได้ตอบสนองต่อพระคุณความดีของพระเจ้าอย่างสมควร
เรามาถึงข้อกำหนดข้อที่สี่ของเปาโลเกี่ยวกับการขอบพระคุณ ในฟิลิปปี 4:6 (ฉบับมาตรฐาน)
อย่ากระวนกระวายในสิ่งใดๆ เลย แต่จงทูลพระเจ้าให้ทรงทราบทุกสิ่งที่พวกท่านขอ โดยการอธิษฐานและการวิงวอน พร้อมกับการขอบพระคุณ
จงอย่าทูลขอสิ่งใดจากพระเจ้าโดยปราศจากการขอบพระคุณ
บันทึกของจอห์น เวสลีย์เมื่อหลายปีก่อนได้สร้างความประทับใจให้กับผมอย่างมาก ผมยังคงจำข้อคิดเห็นของท่านเกี่ยวกับข้อพระคัมภีร์ตอนนี้ได้เสมอ จากวลีที่ว่า 'ในทุกสิ่งโดยการอธิษฐานและการวิงวอน' เวสลีย์ได้แยกคำสามคำออกมาคือ "ทุกสิ่งโดยการอธิษฐาน" และกล่าวว่า 'ผมเชื่อมั่นว่าพระเจ้าทรงทำทุกสิ่งโดยการอธิษฐาน และไม่ทรงทำสิ่งใดเลยหากปราศจากการอธิษฐาน' ผมเชื่อว่านี่คือความจริงพื้นฐาน
ยิ่งไปกว่านั้น เปาโลกำลังกล่าวว่า 'ไม่ว่าคุณจะมีความต้องการสิ่งใด จงนำสิ่งนั้นมาพร้อมกับการขอบพระคุณ'
บัดนี้ เราได้พิจารณาคำแนะนำสี่ประการของอัครทูตเปาโลเกี่ยวกับการขอบพระคุณไปแล้ว ต่อไปเราจะมาพิจารณาถึงผลลัพธ์ที่เกิดจากบทบาทสำคัญสองประการของการขอบพระคุณ
ประการแรก การขอบพระคุณเปิดทางให้เราเข้าถึงพระเจ้า จุดที่ดีที่สุดที่จะมองเห็นผลลัพธ์นี้คือในสดุดีบทที่ 100 ซึ่งเป็นบทสดุดีที่คุ้นเคยและงดงามมาก เมื่อกล่าวถึงการเข้ามาในพระนิเวศของพระเจ้า ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้เขียนไว้ในข้อที่สี่ว่า
จงเข้าประตูของพระองค์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ จงขอบพระคุณพระองค์ จงถวายสาธุการแด่พระนามของพระองค์ (สดุดี 100:4 ฉบับมาตรฐาน)
โปรดสังเกตว่ามีสองขั้นตอนในการเข้าเฝ้าพระเจ้า: ขั้นตอนแรกคือ ผ่านเข้าประตู และขั้นตอนที่สองคือ ผ่านเข้าบริเวณพระนิเวศ ประตูเปิดทางให้คุณเข้าไปยังบริเวณพระนิเวศ (หรือลานพระนิเวศ) และบริเวณพระนิเวศก็เปิดทางให้คุณเข้าสู่พระนิเวศที่แท้จริงของพระเจ้า แต่คุณไม่สามารถเข้าไปได้เลยนอกจากจะเข้าไปตามเส้นทางที่กำหนด นั่นคือ 'เข้าประตูของพระองค์ด้วยการขอบพระคุณ และเข้าบริเวณพระนิเวศของพระองค์ด้วยการสรรเสริญ' ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีใครสามารถเข้าใกล้พระเจ้าได้เลย เว้นแต่เขาหรือเธอจะมาด้วยวิธีที่กำหนดไว้นี้ นั่นคือ ด้วยการขอบพระคุณและการสรรเสริญ
บางครั้งพวกคุณบางคนอาจรู้สึกว่าห่างไกลจากพระเจ้า แม้ว่าจะอธิษฐานแล้วก็ตาม สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นอาจเป็นเพราะคุณไม่ได้เข้าหาพระองค์โดยเส้นทางที่กำหนดไว้ คุณสามารถยืนอยู่นอกพระนิเวศและร้องตะโกนถึงพระเจ้าได้ และพระองค์จะทรงได้ยินและจะทรงเมตตาคุณ แต่คุณจะไม่ได้รับความใกล้ชิดสนิทสนมกับพระบิดา เว้นแต่คุณจะมาพร้อมกับการขอบพระคุณและการสรรเสริญ
บางคนอาจบ่นว่า ‘ฉันไม่มีอะไรที่จะขอบพระคุณพระเจ้าเลย ทุกอย่างกำลังแย่ ชีวิตฉันก็วุ่นวายไปหมด ทำไมฉันต้องขอบพระคุณพระองค์?’ ผู้เขียนพระธรรมสดุดีได้ให้เหตุผลสามประการไว้ในข้อ 5 เพื่อให้เราขอบพระคุณพระเจ้า:
เพราะพระยาห์เวห์ประเสริฐ ความรักมั่นคงของพระองค์ดำรงเป็นนิตย์ และความซื่อสัตย์ของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ (สดุดี 100:5 ฉบับมาตรฐาน)
ไม่ว่าเราจะรู้สึกอย่างไร ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นไร มีสามสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือ องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงดีเสมอไป พระเมตตา (หรือความรัก) ของพระองค์ดำรงอยู่เป็นนิตย์ และความจริง (หรือความซื่อสัตย์) ของพระองค์ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธุ์ ดังนั้นเราจึงมีเหตุผลที่ยั่งยืนและไม่เปลี่ยนแปลงสามประการที่จะขอบพระคุณพระเจ้า
จงอย่ามุ่งความสนใจไปยังความรู้สึกของคุณ และจงอย่ามุ่งความสนใจไปยังสถานการณ์ของคุณ แต่จงมุ่งความสนใจไปยังพระลักษณะอันเป็นนิรันดร์และที่ไม่เปลี่ยนแปลงของพระเจ้า และวิธีการที่พระองค์ทรงปฏิบัติกับเรา เมื่อนั้นคุณจะพบว่าคุณเองกำลังขอบพระคุณพระเจ้าอย่างสม่ำเสมอ (หรือไม่หยุดยั้ง)
ให้เรามาดูภาพประกอบในพระคัมภีร์ใหม่เกี่ยวกับการเข้าเฝ้าพระเจ้าแบบพิเศษซึ่งจัดเตรียมไว้ผ่านการขอบพระคุณ คุณจำเรื่องคนโรคเรื้อนสิบคนในลูกาบทที่ 17 ได้หรือไม่ ซึ่งพวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ใครเลย? พวกเขาต้องตะโกนอย่างต่อเนื่องว่า 'มลทิน มลทิน' เพื่อเตือนทุกคนให้อยู่ห่างจากพวกเขา เพราะโรคนั้นติดต่อได้ง่ายมาก
ลูกาบันทึกว่าพวกเขาเปล่งเสียงร้องจากจุดที่อยู่แต่ไกลว่า 'เยซูนายเจ้าข้า โปรดเมตตาเราเถิด!' พระเยซูตรัสตอบพวกเขาอย่างเรียบง่ายว่า 'จงไปสำแดงตัวกับพวกปุโรหิตเถิด'
บัดนี้ ผู้ที่หายจากโรคเรื้อนแล้ว ต้องไปสำแดงตัวต่อปุโรหิตเพื่อรับใบรับรองว่าตนไม่เป็นที่แพร่เชื้ออีกต่อไป ดังนั้น การที่พระเยซูตรัสสั่งให้พวกเขาไปสำแดงตัวต่อปุโรหิตนั้น พระเยซูกำลังตรัสว่า 'เมื่อเจ้าไปถึงที่นั่น ปุโรหิตจะรับรองว่าเจ้าหายจากโรคเรื้อนแล้ว' นั่นแหละคือ ความเชื่อ บางครั้งเราก็ได้รับการเยียวยาขณะที่เรากำลังไป หากเราแค่ยืนนิ่งๆ และบอกว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น
คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนได้รับการรักษาให้หาย แต่มีเพียงคนเดียว ซึ่งบังเอิญเป็นชาวสะมาเรีย ไม่ใช่ชาวยิว ที่กลับมาขอบพระคุณพระเยซู และพระเยซูจึงตรัสว่า:
“มีสิบคนหายสะอาดไม่ใช่หรือ? แต่เก้าคนนั้นอยู่ที่ไหน? ไม่มีใครกลับมาสรรเสริญพระเจ้านอกจากคนต่างชาติคนนี้หรือ?” (ลูกา 17:17-18 ฉบับมาตรฐาน)
หลังจากนั้น พระองค์ตรัสกับชายคนนั้น (ตามต้นฉบับภาษากรีก) ว่า 'ความเชื่อของเจ้าได้ช่วยเจ้าให้รอด จงไปเป็นสุขเถิด' ในฉบับภาษาอังกฤษไม่ได้สื่อสารข้อความนี้ออกมาอย่างชัดเจนว่า ถึงแม้คนโรคเรื้อนทั้งสิบคนจะหายจากโรค แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบพระคุณพระเยซูและได้รับความรอด พวกเขาทุกคนได้รับการรักษาทางฝ่ายกายภาพ แต่มีเพียงคนเดียวที่กลับมาขอบพระคุณและได้รับการรักษาฝ่ายวิญญาณอันเป็นความรอดแห่งนิรันดร์ และเขาเป็นเพียงคนเดียวที่เข้ามาใกล้พระเยซู คุณเห็นไหมว่า การขอบพระคุณเปิดทางพิเศษให้เข้าถึงพระเจ้าได้
บทบาทสำคัญประการที่สองของการขอบพระคุณคือ การปลดล็อกฤทธิ์เดชแห่งการอัศจรรย์อันเหนือธรรมชาติของพระเจ้า ผมจะยกตัวอย่างสองเรื่องที่โดดเด่นในพระคัมภีร์ใหม่ ตัวอย่างแรกคือ เหตุการณ์เลี้ยงคนห้าพันคน ซึ่งบันทึกไว้ในยอห์นบทที่ 6 พระเยซูทรงมีฝูงชนห้าพันคน (ไม่รวมผู้หญิงและเด็ก) อยู่เบื้องพระพักตร์พระองค์ ทุกคนต่างหิวโหย ทรัพยากรเดียวที่พระองค์ทรงมีคือ อาหารกลางวันของเด็กชายตัวเล็กๆ คนหนึ่งคือ ขนมปังห้าก้อนเล็กๆ กับปลาสองตัว แต่พระองค์ตรัสว่า 'จงให้คนทั้งหลายนั่งลง เราจะเลี้ยงพวกเขา' และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในยอห์นบทที่ 6 ข้อ 11 และ 12 (ฉบับมาตรฐาน):
แล้วพระเยซูก็ทรงหยิบขนมปัง เมื่อขอบพระคุณแล้วก็ทรงแจกจ่ายให้บรรดาคนที่นั่งอยู่นั้น และให้ปลาด้วยตามที่เขาต้องการ เมื่อพวกเขากินอิ่มแล้วพระเยซูตรัสกับพวกสาวกของพระองค์ว่า “จงเก็บเศษอาหารที่เหลือไว้ อย่าให้มีสิ่งใดตกหล่น”
เป็นที่น่าสังเกตว่าในสถานการณ์นี้ พระเยซูไม่ได้อธิษฐาน พระองค์ไม่ได้ทูลขอให้พระเจ้าทรงกระทำสิ่งใดเลย สิ่งเดียวที่พระองค์ทรงกระทำคือ ขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับสิ่งที่มีอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์
ยอห์นคงประทับใจกับเรื่องนี้มาก เพราะในข้อ 23 ท่านได้บรรยายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนั้นว่า:
",,,มีเรือลำอื่นๆ จากทิเบเรียส ผ่านมาใกล้ตำบลที่พวกเขากินขนมปังหลังจากองค์พระผู้เป็นเจ้าขอบพระคุณแล้ว..."
ดูเหมือนว่ายอห์นจะประทับใจที่การอัศจรรย์นั้นไม่ได้เกิดจากการอธิษฐานที่ยาวนาน แต่เกิดขึ้นอย่างง่ายดายเพียงเพราะพระเยซูทรงขอบพระคุณพระเจ้า! ผมเชื่อจริงๆ ว่าหลายครั้งที่เราพลาดจากฤทธิ์เดชของพระเจ้า ก็เพราะเราไม่ได้ปลดปล่อยฤทธิ์เดชนั้นออกมาโดยการขอบพระคุณพระเจ้านั่นเอง
หลังจากนั้นไม่นาน ในยอห์นบทที่ 11 เราพบตัวอย่างที่สองของหลักการนี้คือ ขณะที่พระเยซูประทับยืนอยู่หน้าอุโมงค์ฝังศพของลาซารัสซึ่งถูกฝังมาสี่วันแล้ว พระองค์ไม่ได้อธิษฐานยาวนาน พระองค์เพียงตรัสว่า 'ข้าแต่พระบิดา ข้าพระองค์ขอบพระคุณพระองค์ที่พระองค์โปรดฟังข้าพระองค์' นั่นคือทั้งหมดที่พระองค์ตรัส จากนั้นพระองค์ตรัสกับลาซารัส แล้วลาซารัสก็ออกมา!
ผมจะขอเน้นย้ำอีกครั้งว่า หากเราไม่ปลูกฝังนิสัยการขอบพระคุณพระเจ้าตามที่กล่าวมานี้ เราจะพลาดฤทธิ์เดชอันเหนือธรรมชาติของพระเจ้าไปอย่างมาก ฤทธิ์เดชดังกล่าวไม่จำเป็นต้องถูกปลดปล่อยด้วยการอธิษฐานที่ยาวนาน อันที่จริงแล้ว การอธิษฐานที่มีฤทธิ์เดชอย่างแท้จริงในพระคัมภีร์ส่วนใหญ่นั้นสั้นมาก (ผมนึกถึงคำอธิษฐานของโมเสสเพื่อมิเรียม ตอนที่เธอเป็นโรคเรื้อนเพราะวิพากษ์วิจารณ์พี่ชายของเธอ สิ่งที่โมเสสกล่าวมีเพียงแค่ 'ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงรักษาเธอให้หายด้วยเถิด') นั่นค่อนข้าตรงกันข้ามเลย หากเราผสมผสานการขอบพระคุณเข้าไปกับการทูลขอของเราให้มากขึ้น คำทูลขอของเราอาจสั้นลงและมีประสิทธิผลมากขึ้นด้วยซ้ำ
ก่อนที่จะจบการสนทนาของเราในเรื่องการขอบพระคุณ เราจำเป็นต้องพิจารณาด้านมืดของความจริงในข้อนี้ด้วย ซึ่งก็คือสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการขอบพระคุณ พระคัมภีร์ได้กล่าวถึงการไม่ขอบพระคุณไว้อย่างมากมาย แต่ในที่นี้จะนำเสนอถ้อยแถลงที่สำคัญเพียงสามประการ
ข้อแรกปรากฎอยู่ในโรมบทที่ 1 ซึ่งเปาโลได้บรรยายอย่างเชี่ยวชาญถึงการเสื่อมถอยของมนุษยชาติ จากความรู้เรื่องพระเจ้าที่มีอยู่โดยธรรมชาติไปสู่ความชั่วร้ายอันน่าตกใจ โรมบทที่ 1 จบลงด้วยรายการหนึ่งที่น่าสะพรึงกลัวที่สุดในพระคัมภีร์ เกี่ยวกับความเสื่อมทราม ความทุกข์ยาก และความชั่วร้ายของมนุษย์
เราอาจถามตัวเองว่า มนุษยชาติตกต่ำถึงระดับนั้นได้อย่างไร? คำตอบอยู่ในข้อ 21:
"...เพราะถึงแม้ว่าเขาได้รู้จักพระเจ้าแล้ว เขาก็ไม่ได้ถวายพระเกียรติแด่พระองค์ให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า หรือขอบพระคุณพระองค์ แต่พวกเขากลับคิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาระ และจิตใจโง่เขลาของเขาก็มืดมัวไป..." (โรม 1:21 ฉบับมาตรฐาน)
ด้วยเหตุนี้ เปาโลจึงอธิบายถึงสองขั้นแรกของก้าวที่ถลำลงสู่หลุมมืดซึ่งกล่าวไว้ในตอนท้ายของบทนี้ ขั้นแรกคือ ผู้คนไม่ได้ถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าให้สมกับที่ทรงเป็นพระเจ้า และขั้นที่สองคือ พวกเขาไม่ได้ขอบพระคุณ
ทุกครั้งที่คนเราหยุดที่จะขอบพระคุณ เขาก็เริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางที่ลื่นไหล ผมขอเตือนคุณว่า อย่าแม้แต่จะเริ่มเดินบนเส้นทางนั้น เพราะมันยากที่จะหันกลับและเดินย้อนขึ้นมาอีกครั้ง!
ข้อสังเกตสำคัญประการที่สองจากพระคัมภีร์เกี่ยวกับการไม่ขอบพระคุณ ปรากฏอยู่ใน 2 ทิโมธี บทที่ 3 ซึ่งมีรายการที่น่าสะพรึงกลัวอีกชุดหนึ่ง เป็นเรื่องที่น่าสนใจที่จะเปรียบเทียบกับรายการในโรมบทที่ 1 ซึ่งผมเรียกว่าเป็นผลลัพธ์เชิงเหตุและผลของการไม่ขอบพระคุณ ส่วนใน 2 ทิโมธี บทที่ 3 เป็นผลลัพธ์เชิงประวัติศาสตร์ มนุษยชาติจะเป็นอย่างไรในวาระสุดท้าย ในช่วงเวลาใกล้สิ้นยุค? อัครสาวกเปาโลได้ให้ภาพนี้แก่เรา โดยเริ่มจากข้อ 1 (ฉบับมาตรฐาน):
“แต่จงเข้าใจข้อนี้คือ วาระสุดท้ายนั้นจะเป็นเวลาที่น่ากลัว”
อะไรจะนำให้ยุคที่น่าสะพรึงกลัวนี้มาถึง? คือการเสื่อมทรามของอุปนิสัยของมนุษย์ ข้อ 2 กล่าวว่า:
เพราะว่าผู้คนจะเห็นแก่ตัว (ซึ่งเป็นรากของปัญหาทั้งปวง) รักเงินทอง โอ้อวด หยิ่งยโส ชอบดูหมิ่น ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ อกตัญญู ชั่วร้าย
คนที่ไม่ขอบพระคุณ (หรืออกตัญญู) อยู่ในลำดับใดในรายการนี้? อยู่ถัดจากคนที่ไม่บริสุทธิ์ (หรือชั่วร้าย) การไม่ขอบพระคุณคือ การไม่บริสุทธิ์ (หรือชั่วร้าย) คุณไม่สามารถบริสุทธิ์และไม่ขอบพระคุณได้ การขอบพระคุณจึงเป็นก้าวสำคัญที่นำไปสู่การเป็นคนบริสุทธิ์
พฤติกรรมแบบใดที่ตรงกันข้ามกับการขอบพระคุณ? ผมคิดว่าคำที่ดีที่สุดในพระคัมภีร์คือ 'การบ่นพึมพำ (murmur)' หรือในภาษาอังกฤษสมัยใหม่คือ 'การบ่นต่อว่า (complain)' ผมขอเสนอว่าเมื่อใดก็ตามที่เราพูดอะไรออกไป หากไม่เป็นไปในทางบวกก็เป็นไปในทางลบ มีคำพูดที่เป็นกลางน้อยมาก ดังนั้น หากเราไม่แสดงความขอบคุณ (หรือความกตัญญู) เราก็เกือบจะต้องลงเอยด้วยการบ่นพึมพำและการบ่นต่อว่าอย่างแน่นอน อย่าเป็นคนเช่นนั้นเลย!
ประการที่สามและเป็นประการสุดท้าย ให้เรามาพิจารณาสิ่งที่เปาโลกล่าวเกี่ยวกับการไม่ขอบพระคุณ ใน 1 โครินธ์ 10:7-10 ท่านกำลังตักเตือนคริสเตียนไม่ให้ตกไปในความผิดพลาดแบบเดียวกับที่ชนชาติอิสราเอลได้เคยทำ หลังจากที่พวกเขาได้รับการปลดปล่อยออกจากอียิปต์
“พวกท่านอย่านับถือรูปเคารพเหมือนบางคนในพวกเขาได้ทำ...อย่าให้เราล่วงประเวณี...อย่าให้เราลองดีพระคริสต์...อย่าให้เราบ่น (ฉบับคิงเจมส์ คือ บ่นพึมพำ) เหมือนบางคนในพวกเขาได้ทำ แล้วต้องพินาศด้วยองค์เพชฌฆาต”
มีคำเตือนเกี่ยวกับการบ่นพึมพำข้อหนึ่งที่พบในกันดารวิถี บทที่ 21 เมื่อชนชาติอิสราเอลท้อแท้และหมดความอดทนเพราะการเดินทางที่ยาวนานและเหน็ดเหนื่อย พวกเขาจึงเริ่มบ่นพึมพำต่อพระเจ้าและโมเสส พระเจ้าจึงทรงตอบสนองด้วยการส่งงูที่มีพิษร้ายแรงมาในหมู่พวกเขา และผู้คนก็เริ่มล้มตาย
จงรับคำเตือนนี้ไว้! การบ่นพึมพำอาจทำให้คุณเผชิญหน้ากับงูพิษร้ายแรง การถูกกัดอาจไม่ใช่ทางฝ่ายกายภาพ แต่มันจะฉีดพิษนานาชนิดเข้าไปในวิญญาณของคุณ
ดังนั้น เราจึงเผชิญกับสองทางเลือกที่ตรงกันข้าม คือ การขอบพระคุณ ซึ่งเปิดทางสู่การสถิตของพระเจ้าและฤทธิ์เดชแห่งการอัศจรรย์ของพระองค์ หรือการเป็นคนบ่นพึมพำ จงตัดสินใจ จงตั้งใจแน่วแน่เถิด
ผมจะขอบพระคุณพระเจ้า ผมจะค้นหาเหตุผลจากพระคัมภีร์เพื่อที่จะขอบพระคุณพระเจ้าต่อไป และผมจะฝึกฝนการขอบพระคุณพระเจ้าเสมอไป

*Free download
*This Teaching Letter is available to download, print and share for personal or church use.
ดาวน์โหลด PDFรหัส: TL-L805-100-THA