จงเอาใจใส่ต่อการทรงเรียกของพระองค์

Teaching Legacy Letter
*First Published: 2022
*Last Updated: มกราคม 2026
9 min read
เมื่อพระเยซูคริสต์ทรงตรัสพระวจนะใน มัทธิว 22:14 THSV11 “เพราะว่าคนที่ได้รับเชิญก็มีมาก แต่คนที่ได้รับการทรงเลือกก็มีน้อย” พระองค์มิได้ทรงกำลังเสนอความคิดเห็นหรือความน่าจะเป็น แต่พระองค์ทรงกำลังกล่าวถึงข้อเท็จจริง ซึ่งข้อเท็จจริงนั้นยังคงเป็นจริงในทุกวันนี้เช่นเดียวกับตอนที่พระเยซูทรงตรัสพระคำนั้นครั้งแรก แม้ว่าสิ่งที่พระองค์ทรงตรัสจะเกี่ยวข้องกับความรอดก็ตาม แต่หลักการนั้นยังนำไปประยุกต์ใช้กับการทรงเรียกเข้าสู่งานรับใช้ของคริสเตียนด้วย
ในจดหมายคำสอนของเดเร็ก ปริ๊นซ์ ฉบับนี้ เราจะมาดูกันอย่างใกล้ชิดว่า คุณและผมจะสามารถเอาใจใส่ต่อการทรงเรียก (หรือการได้รับเชิญ) เข้าสู่งานรับใช้ที่เกี่ยวข้องกับคำตรัสของพระเยซูที่ว่า “คนที่ได้รับเชิญก็มาก แต่คนที่ได้รับการทรงเลือกก็มีน้อย” ได้อย่างไร
ระยะเวลาของการทดสอบ
คริสเตียนจำนวนมากได้รับการทรงเรียกจากพระเจ้าเข้าสู่งานรับใช้ของพระองค์ แต่มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่ได้รับการทรงเลือกและแต่งตั้งให้ดำเนินในงานรับใช้นั้น ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?
ระหว่างช่วงเวลาที่คริสเตียนได้รับการทรงเรียกเข้าสู่งานรับใช้ครั้งแรก กับเวลาที่พระเจ้าทรงแต่งตั้งเขาให้รับใช้จริงนั้น โดยปกติจะมีช่วงเวลาหนึ่งของการทดสอบ บ่อยครั้งยิ่งคุณต้องรับผิดชอบมากเท่าไหร่ การทดสอบก็จะยิ่งเข้มข้นมากขึ้นเท่านั้น เฉพาะผู้ทื่ยืนหยัดผ่านการทดสอบได้สำเร็จเท่านั้นที่จะได้รับการทรงเลือกให้รับใช้จริง
ในพระธรรมผู้วินิจฉัย เมื่อกิเดโอนเป่าแตรเป็นครั้งแรกเพื่อเรียกประชากรอิสราเอลเข้าสู่งานรับใช้ของพระเจ้าเพื่อต่อสู้กับชาวมีเดียนนั้น มีชายจำนวน 32,000 คนตอบสนองต่อการทรงเรียก อย่างไรก็ตาม เมื่อกิเดโอนได้นำผู้ติดตามกลุ่มแรกเหล่านั้นเข้าสู่การทดสอบตามที่พระเจ้าทรงเรียกร้อง เขาก็เหลือทหารเพียง 300 คนเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่าหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของผู้ที่ได้รับการทรงเรียกที่ผ่านการทดสอบและได้รับการทรงเลือกสำหรับงานรับใช้ ผมคาดว่าสัดส่วนนี้อาจจะเท่ากับในปัจจุบันนี้
ในท้ายที่สุด สติปัญญาของพระเจ้าก็ได้รับการพิสูจน์โดยผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ กิเดโอนสามารถกระทำกิจร่วมกับชาย 300 คน ที่ได้รับการทดสอบและการฝึกวินัยและได้ผลลัพธ์มากกว่าที่เขาเคยทำสำเร็จโดยร่วมกับคน 32,000 คน ซึ่งเป็นเพียงผู้ที่ติดตามเท่านั้น หลักการเดียวกันนี้ยังใช้ได้ในปัจจุบันคือ ผู้รับใช้ของพระคริสต์เพียงหนึ่งคนที่ได้รับการทดสอบ การฝึกฝน การฝึกวินัย และปฏิเสธตนเองนั้น มีค่าเท่ากับคริสเตียนที่มีเจตนาดีจำนวนหนึ่งร้อยคนที่เป็นเพียง "สมาชิก" ของบางกลุ่มหรือบางองค์กรเท่านั้น
กลับใจใหม่หรือเป็นสาวก
การประกาศข่าวประเสริฐยุคใหม่มีแนวโน้มในการวัดผลที่เน้นจำนวนผู้ที่กลับใจใหม่ แต่ผมเชื่อว่าพระเจ้าทรงให้ความสำคัญกับการสร้างสาวกมากกว่า เช่นในสมัยที่พระเยซูทรงทำพันธกิจบนแผ่นดินโลก พระองค์น่าจะนับจำนวนคนที่กลับใจใหม่ได้หลายพันคน แต่ในชั่วโมงสุดท้ายก่อนถูกตรึงที่ไม้กางเขน พระองค์ทรงเหลือเพียงชายสิบเอ็ดคนที่ยังคงเป็นสาวก แม้แต่หลังการฟื้นคืนพระชนม์ของพระองค์ ซึ่งพระองค์ได้ทรงเปิดเผยพระองค์เองว่ายังทรงพระชนม์อยู่ต่อหน้า “พี่น้องมากกว่าห้าร้อยคน” ก็ตาม (1 โครินธ์ 15:6) แต่ก็มีเพียง 120 คนเท่านั้นที่ไปยังห้องชั้นบนเพื่อแสวงหาฤทธิ์เดชจากเบื้องบนซึ่งจะทำให้พวกเขาเป็นพยานที่มีประสิทธิภาพเพื่อพระองค์
แน่นอนว่ามีความแตกต่างอย่างชัดเจนระหว่างการได้รับการทรงเรียกและการได้รับการทรงเลือก การขยายอาณาจักรของพระเจ้าที่แท้จริงนั้นขึ้นอยู่กับคุณภาพมากกว่าปริมาณเสมอ ถึงเวลาแล้วที่เราจะเน้นย้ำข้อเท็จจริงนี้อีกครั้งในวันนี้
การทดสอบสองประเภท
มีสองวิธีการหลักๆ ที่พระเจ้าทรงใช้ทดสอบคริสเตียนที่ได้รับการทรงเรียกเข้าสู่งานรับใช้
- โดยการปล่อยให้สิ่งต่างๆ กลายเป็นเรื่องยาก
- โดยการปล่อยให้สิ่งต่างๆ กลายเป็นเรื่องง่าย
ในคำอุปมาเรื่องผู้หว่านเมล็ดพืชในมาระโกบทที่ 4 พระเยซูทรงเปรียบเทียบเมล็ดพืชที่ตกบนพื้นหินกับคริสเตียนผู้ที่ “ทนอยู่เพียงชั่วคราว เมื่อเกิดการยากลำบากหรือการข่มเหงเพราะพระวจนะนั้น พวกเขาก็เลิกเสียทันที” (ข้อ 17) แต่พระองค์ยังทรงเปรียบเทียบเมล็ดพืชที่ตกในพงหนามกับคริสเตียนผู้ที่ “....ความกังวลของโลก และความลุ่มหลงในทรัพย์สมบัติ และความโลภในสิ่งต่างๆ ประดังเข้ามา และรัดพระวจนะนั้น จึงไม่เกิดผล” (ข้อ 19)
คริสเตียนบางคนไม่พร้อมที่จะทนต่อการต่อต้าน การเยาะเย้ย ความยากลำบาก หรือความล้มเหลวที่เด่นชัดเพื่อเห็นแก่ข่าวประเสริฐ ส่วนคนอื่นๆ ไม่สามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางความสะดวกสบาย ความเป็นที่นิยมชมชอบ และความสำเร็จทางโลก บรรดาผู้ที่พระเจ้าทรงเรียกเข้าสู่งานรับใช้นั้น ต้องไม่ถูกขัดขวางโดยฝ่ายหนึ่ง หรือเข้าไปพัวพันกับอีกฝ่ายหนึ่ง
พระคัมภีร์เตือนคริสเตียนอย่างต่อเนื่องว่า พวกเขาจะต้องคาดคิดไว้เสมอว่า พวกเขาจะต้องเผชิญกับการทดสอบ จากจุดเริ่มต้นของจดหมายฝากของยากอบนั้นได้กล่าวไว้ว่า:
“พี่น้องของข้าพเจ้า เมื่อพวกท่านพบกับการทดลองใจต่างๆ ก็จงถือว่าเป็นเรื่องน่ายินดียิ่ง เพราะพวกท่านรู้ว่าการทดสอบความเชื่อของท่านนั้น ทำให้เกิดความทรหดอดทน” (ยากอบ 1:2–3 THSV11)
เปโตรเขียนไว้ว่า:
“เพื่อการทดสอบความเชื่อของพวกท่าน (อันล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำ ที่แม้ว่าจะเสื่อมสลายไปได้ก็ยังถูกทดสอบด้วยไฟ)” (1 เปโตร 1:7 THSV11)
การทดสอบอันเข้มข้นไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับผู้ที่เป็นคริสเตียนแท้ และการทดสอบเหล่านั้นเข้ามาโดยการนัดหมายของพระเจ้าเอง
โยบ
พระคัมภีร์ให้ตัวอย่างมากมายของบททดสอบที่ผู้รับใช้ที่สัตย์ซื่อของพระเจ้าต้องผ่านไปให้ได้ ตัวอย่างคลาสสิกหนึ่งก็คือโยบนั่นเอง
ในคำพยานของโยบในเรื่องบททดสอบนั้น โยบกล่าวว่า:
“แต่พระองค์ทรงทราบทางที่ข้าไป เมื่อทรงทดสอบข้าแล้ว ข้าก็จะเป็นอย่างทองคำ เท้าของข้าเดินตามติดรอยพระบาทของพระองค์ ข้าถือรักษาพระมรรคาและมิได้หันเห ข้ามิได้พรากจากพระบัญญัติแห่งไพรพระโอษฐ์ของพระองค์ ข้าสะสมพระวจนะแห่งพระโอษฐ์ของพระองค์ไว้มากกว่ากฎเกณฑ์ของข้า” (โยบ 23:10–12 THSV11)
ในข้อสุดท้ายเราพบเคล็ดลับแห่งชัยชนะของโยบ ซึ่งก็คือ ทัศนคติที่โยบมีต่อพระคำของพระเจ้านั่นเอง บรรดาผู้ที่ยกย่องพระคำของพระเจ้าไว้เหนือสิ่งอื่นใดจะสามารถผ่านและได้รับชัยชนะเหนือการทดสอบเสมอ
เยเรมีย์
ผู้รับใช้ของพระเจ้าอีกคนหนึ่งที่อดทนต่อการทดสอบอันแสนสาหัสก็คือเยเรมีย์ ซึ่งเป็นชายที่ยังหนุ่มมากเมื่อพระเจ้าทรงเรียกเขา
หนึ่งในบททดสอบที่ยากที่สุดสำหรับหนุ่มสาวคริสเตียนในการอดทนคือ ความเงียบเหงา ความสัตย์ซื่อต่อพระเจ้าของพวกเขาสามารถแยกพวกเขาออกจากความสุขและกิจกรรมทางโลกที่ว่างเปล่า ซึ่งเพื่อนในวัยเดียวกันของพวกเขากำลังหมกมุ่นอยู่ สิ่งนี้ทำให้พวกเขารู้สึกเหมือนโดนตัดขาด
ในเพลงคร่ำครวญ 3:27–28 เยเรมีย์บรรยายถึงบททดสอบนี้ว่า :
“เป็นการดีที่คนเราจะแบกแอกในปฐมวัย ให้เขานั่งเงียบๆ ตามลำพัง เพราะพระองค์ทรงวางแอกนั้นบนเขาเอง"
เยเรมีย์เองก็อดทนต่อบททดสอบที่เจาะจงนี้ (ดูเยเรมีย์ 15:17) เช่นเดียวกับโยบ เยเรมีห์ก็เป็นผู้รับใช้ที่แท้จริงของพระเจ้า ผู้ซึ่งได้รับกำลังในการอดทนต่อบททดสอบจากทัศนคติของเขาที่มีต่อพระคำของพระเจ้า
“เมื่อพบพระวจนะของพระองค์แล้ว ข้าพระองค์ก็กินเสีย พระวจนะของพระองค์เป็นความชื่นบานแก่ข้าพระองค์ และเป็นความปีติยินดีแห่งจิตใจของข้าพระองค์ ข้าแต่พระยาห์เวห์ พระเจ้าจอมทัพ เพราะว่าเขาเรียกข้าพระองค์ตามพระนามของพระองค์” (เยเรมีย์ 15:16 THSV11)
โมเสส
โมเสสเป็นผู้รับใช้ที่ยิ่งใหญ่อีกคนหนึ่งของพระเจ้าผู้เรียนรู้ที่จะอดทนต่อบททดสอบ และบททดสอบแรกของโมเสสก็คือ ยศฐาบรรดาศักดิ์และความเพลิดเพลินทางโลก
โมเสสเติบโตมาในราชสำนักของฟาโรห์ในฐานะรัชทายาทโดยสันนิษฐานที่มีสิทธิสืบทอดบัลลังก์ของอียิปต์ โมเสสน่าจะได้เพลิดเพลินไปกับความมั่งคั่ง วัฒนธรรม และความหรูหราฟุ่มเฟือยของอียิปต์ แต่เมื่อเขาปฏิเสธที่จะยอมจำนนต่อสิ่งล่อใจนี้ เขาก็ถูกปฏิเสธโดยคนของเขาเอง ถูกข่มเหงโดยฟาโรห์ และถูกบังคับให้ทนต่อ 40 ปีแห่งการถูกเนรเทศ ความยากจน และความเงียบเหงา ถึงกระนั้นเขาก็สามารถเอาชนะการทดลองทั้งหมดนี้ได้ เพราะเขาปฏิเสธที่จะยอมให้สิ่งดึงดูดใจอย่างความมั่งคั่งและศักดิ์ศรีชั่วคราวมาทำให้เขามองไม่เห็นพระสิริที่แท้จริงของพระเจ้าและรางวัลนิรันดร์ที่พระเจ้าได้เสนอให้
ฮีบรู 11:26–27 THSV11 ได้ให้เหตุผลที่อยู่เบื้องหลังความอดทนของโมเสสว่า
“ท่านถือว่าความอับอายขายหน้าเพื่อพระคริสต์ล้ำค่ากว่าสมบัติทั้งหลายของอียิปต์ เพราะท่านเพ่งดูที่บำเหน็จที่จะได้รับนั้น โดยความเชื่อ ท่านจึงออกจากอียิปต์ โดยไม่ได้เกรงกลัวความกริ้วของกษัตริย์ ท่านสู้ทนประหนึ่งได้เห็นพระองค์ผู้ไม่ทรงปรากฏแก่ตา”
ทุกวันนี้ คริสเตียนหนุ่มสาวจำนวนมากมองไม่เห็นพระสิริที่แท้จริงและรางวัลนิรันดร์ของการรับใช้แบบคริสเตียน เพราะความคาดหวังในความสุขสบายและความสำเร็จทางโลก ซึ่งตรงกันข้ามกับทัศนคติของโมเสสอย่างสิ้นเชิง
ความสำคัญของการทรงเรียก
พระคัมภีร์ใช้คำที่ทรงพลังสามคำเกี่ยวกับการทรงเรียกของพระเจ้า ประการแรกคือ “การทรงเรียกแห่งเบื้องบน” (ดู ฟีลิปปี 3:14) การทรงเรียกนั้นอยู่ในระดับที่แตกต่างจากความสนใจและการเรียกร้องอื่นๆ ในชีวิตของเรา สำหรับคริสเตียนแล้ว ไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมาก่อนการทรงเรียกของพระเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน ครอบครัว หรือความสัมพันธ์ทางโลกใดๆ “ถ้าใครมาหาเราและไม่ชังบิดามารดา บุตรภรรยา และพี่น้องชายหญิง แม้แต่ชีวิตของตนเอง คนนั้นจะเป็นสาวกของเราไม่ได้” (ลูกา 14:26 THSV11)
ประการที่สอง การทรงเรียกให้รับใช้พระเจ้านั้น ถือเป็น “การทรงเรียกอันบริสุทธิ์” (ดู 2 ทิโมธี 1:9) เป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสิ่งที่เราต้องคอยปกป้องด้วยความหวงแหนจากการประนีประนอมหรือความแปดเปื้อนทุกอย่าง ทั้งยังเรียกร้องการอุทิศเวลาในการอธิษฐานและการปฎิเสธตนเองฝ่ายวิญญาณ ซึ่งการบรรลุผลสำเร็จนั้นต้องอาศัยความเข้มแข็งของเรา เวลาของเรา การอุทิศตัว และการพัฒนาของประทานและความสามารถทุกอย่างที่เรามี
ประการที่สาม การทรงเรียกของพระเจ้าคือ “การทรงเรียกจากสวรรค์” (ดูฮีบรู 3:1) เสียงที่เรียกเราให้เข้าสู่งานรับใช้ของคริสเตียนนั้นมาจากสวรรค์ ไม่ว่าเสียงจะมา “อย่างสงบแผ่วเบา” หรือ “ดั่งเสียงน้ำมากหลาย” ก็เป็นพระสุรเสียงของพระเจ้าผู้ทรงฤทธานุภาพสูงสุด เสียงของพระองค์มีสิทธิอำนาจสูงสุดและคู่ควรกับการเชื่อฟังอย่างไม่มีเงื่อนไข เมื่อเปาโลได้ยินการทรงเรียกของพระเจ้า เขากล่าวว่าเขา “ก็ไม่ได้ปรึกษากับมนุษย์คนใดเลย” (กาลาเทีย 1:16, THSV11) เปาโลไม่ได้ขอคำยืนยันหรือการอนุญาตจากผู้นำศาสนาในชนชาติของเขา หรือแม้แต่จากผู้ที่เป็นอัครสาวกของพระคริสต์อยู่แล้ว แต่เปาโลอยู่ลำพังกับพระเจ้าเพื่อที่จะค้นพบพระประสงค์ของพระเจ้าในชีวิตของเขา
ทุกวันนี้ เมื่อพระเจ้าทรงเรียกคริสเตียนเข้าสู่พันธกิจที่เจาะจง ปฏิกิริยาแรกของหลายๆ คนคือ การแสวงหาความคิดเห็นของผู้อื่น ใครจะส่งฉันไป? ใครจะเป็นผู้จัดหาเงินทุนให้ฉัน? ผลก็คือ ในไม่ช้าพระสุรเสียงของพระเจ้าก็จะถูกกลบไปด้วยความคิดเห็นของมนุษย์ แต่สำหรับคริสเตียนที่ได้รับการทรงเรียกและเป็นผู้ที่เต็มใจมอบความเชื่อมั่นทั้งสิ้นไว้ในพระเจ้า ย่อมได้รับการรับรองอันเป็นสุขจากพระวจนะของพระเจ้า
“พระองค์ผู้ทรงเรียกท่านนั้นซื่อสัตย์ และพระองค์จะทรงทำให้สำเร็จ” (1 เธสะโลนิกา 5:24 THSV11)
การบรรลุผลสำเร็จของการทรงเรียกของคริสเตียนนั้นขึ้นอยู่กับพระเจ้าเองเป็นสำคัญสูงสุดแต่เพียงผู้เดียว
อย่ารอช้า
ประการท้ายสุดก็คือ การทรงเรียกของพระเจ้านั้นเป็นเรื่องเร่งด่วน เมื่อโยชูวาประกาศต่อหน้าชนอิสราเอลให้รับใช้พระเจ้า เขากล่าวว่า “ท่านก็จงเลือกเสียในวันนี้ว่าท่านจะปรนนิบัติใคร” (โยชูวา 24:15 THSV11) ส่วนพระธรรมสดุดี 95:7 THAI KJV กล่าวว่า
“วันนี้ ถ้าท่านทั้งหลายจะฟังพระสุรเสียงของพระองค์”
การทรงเรียกของพระเจ้าไม่ได้รอความสะดวกสบายของมนุษย์ เราไม่อาจเลื่อนการตัดสินใจของเราที่จะยอมจำนนต่อพระองค์ไปยัง “ช่วงเวลาที่สะดวก” มากกว่านี้ มารพูดว่า "พรุ่งนี้" แต่พระเจ้าทรงตรัสว่า “วันนี้”
ในสุภาษิต 1:24–32 มีคำเตือนที่จริงจังไม่ให้เลื่อนการตอบสนองของเราต่อการทรงเรียกของพระเจ้า พระธรรมข้อนี้บรรยายถึงผู้คนที่หันหนีจากการทรงเรียกของพระเจ้าเมื่อพวกเขาอยู่ในความเจริญรุ่งเรืองและความต้องการที่เพียงพอแล้ว ซึ่งแท้จริงแล้วเมื่อพวกเขาเปลี่ยนใจและหันกลับไปแสวงหาพระเจ้า มันก็สายเกินไปแล้ว! เพราะพระเจ้าทรงถอนตัวของพระองค์ออกมาแล้ว เสียงที่เคยเรียกนั้นกลับเงียบไป ชั่วโมงแห่งโอกาสได้ผ่านพ้นไปแล้ว
ไม่ว่าการทรงเรียกของพระองค์ต่อคุณเป็นการทรงเรียกทั่วไป (เช่นในมีคาห์ 6:8) หรือการทรงเรียกอย่างเฉพาะเจาะจง (เช่นใน 1 เปโตร 4:11) ผมขอหนุนใจให้คุณเอาใจใส่ต่อการทรงเรียกของพระองค์ และจงกระทำสิ่งนั้นอย่างจริงจัง จงอดทนต่อบททดสอบของพระองค์ จงอุทิศตนเพื่อกระทำกิจการของสวรรค์ อย่าให้คุณกลายเป็นอีกหนึ่งชื่อของ “คนมากมาย” ที่ถูกเรียก แต่ไม่เคยถูกเลือกเลย
หากคุณต้องการที่จะตอบสนองตอนนี้ ขอให้คุณร่วมอธิษฐานสั้นๆ กับผมตามนี้?
*Prayer Response
ข้าแต่พระเจ้า ข้าพระองค์ต้องการตอบสนองต่อการทรงเรียกของพระองค์ที่ทรงมีต่อชีวิตของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ต้องการรับใช้พระองค์และได้รับการทรงเลือกจากพระองค์ เพื่อให้แผนการที่พระองค์ทรงมีไว้สำหรับข้าพระองค์ และสำหรับผู้ที่พระองค์ทรงเรียกข้าพระองค์ให้รับใช้นั้นบรรลุผลสำเร็จ ไม่ว่าข้าพระองค์จะต้องจ่ายราคาเท่าไรก็ตาม ข้าพระองค์จะไม่รอช้า วันนี้ และในเวลานี้ ข้าพระองค์ขอบอกกับพระองค์ว่า "ขอทรงใช้ข้าพระองค์เถิด" เอเมน

*Free download
*This Teaching Letter is available to download, print and share for personal or church use.
ดาวน์โหลด PDFรหัส: TL-L143-100-THA