“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก” (มัทธิว 5:13 THSV11) ในข้อค⁠ว⁠า⁠มนี้ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูมิได้กำลังตรัสกับเหล่าสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เท่านั้น แต่กำลังตรัสกับเราทุกคนที่ยอมรับในสิทธิอำนาจแห่งคำสอนของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงเปรียบเทียบหน้าที่ของเราบนโลกนี้ เหมือนกับเกลือ ค⁠ว⁠า⁠มหมายของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะชัดเจนขึ้นเมื่อเราพิจารณาถึงการใช้เกลือสองอย่างที่คุ้นเคยเกี่ยวข้องกับอาหาร คือ เกลือทำให้มีรสชาติ และเกลือยับยั้งการเน่าเสีย

เกลือทำให้มีรสชาติ

ในฐานะคริสเตียน หน้าที่ของเราในฐานะเกลือคือ การปรุงแต่งโลกให้มีรสชาติ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงพอพระทัยในรสชาตินี้ อาหารที่ไม่น่ารับประทานจะกลายเป็นอาหารที่อร่อยและยอมรับได้เมื่อปรุงรสด้วยเกลือ โยบได้ตั้งคำถามเชิงวาทศิลป์ไว้ว่า:

“จะรับประทานสิ่งที่จืดโดยไม่ใส่เกลือได้หรือ?” (โยบ 6:6 KJV)

การใส่เกลือสร้างค⁠ว⁠า⁠มแตกต่าง ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินกับอาหารที่เราอาจจะไม่อยากรับประทานเลยถ้าไม่มีเกลือ

การมีเราอยู่ด้วยทำให้โลกเป็นที่ยอมรับของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า และนำโลกมาอยู่ภายใต้พระเมตตาของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ เนื่องจากเราอยู่ที่นี่ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าจึงยังคงกระทำต่อโลกด้วยพระคุณและพระเมตตาต่อไป แทนที่จะใช้พระพิโรธและการพิพากษา การมีเราอยู่ด้วยจึงสร้างค⁠ว⁠า⁠มแตกต่าง

หลักการนี้ปรากฏชัดเจนในเรื่องราวการอธิษฐานวิงวอนของอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มเพื่อเมืองโสโดม ดังที่บันทึกไว้ใน ปฐมกาล 18:16-33 พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าตรัสแก่อ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มว่า พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะเสด็จไปยังเมืองโสโดมเพื่อดูว่าค⁠ว⁠า⁠มชั่วร้ายของเมืองนั้นได้มาถึงจุดที่ไม่อาจระงับการพิพากษาได้อีกต่อไปหรือไม่ จากนั้นอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มก็เดินไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามทางของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ และได้ทูลต่อพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วยเหตุและผลเพื่อโน้มน้าวพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เกี่ยวกับสถานการณ์นั้น

หลักการแห่งการพิพากษา

อ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มได้เริ่มต้นด้วยการวางหลักการซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับสิ่งที่จะตามมา ก⁠ล⁠่⁠า⁠วคือ ไม่ใช่น้ำพระทัยของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่จะให้การพิพากษาซึ่งสมควรตกแก่คนชั่วมาตกอยู่กับคนชอบธรรมด้วย อ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มได้ทูลถามพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าว่า “พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงทำลายคนชอบธรรมพร้อมกับคนชั่วด้วยหรือ?” (ข้อ 23 KJV) “ขอพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์อย่ากระทำเช่นนี้เลย ที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนชั่ว และให้คนชอบธรรมเหมือนอย่างคนชั่ว ให้การนั้นอยู่ห่างไกลจากพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ ผู้พิพากษาของทั่วแผ่นดินโลกจะไม่กระทำการยุติธรรมหรือ?” (ข้อ 25 KJV)

องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้เห็นชัดเจนในบทสนทนาที่ตามมาว่า พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงยอมรับหลักการที่อ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มได้ก⁠ล⁠่⁠า⁠วไว้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้เชื่อทุกคนต้องเข้าใจในเรื่องนี้! หากเราได้รับค⁠ว⁠า⁠มชอบธรรมโดยค⁠ว⁠า⁠มเชื่อในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ และดำเนินชีวิตที่สำแดงออก ถึงค⁠ว⁠า⁠มเชื่ออย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่ใช่น้ำพระทัยของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าเลยที่เราจะต้องรับการพิพากษาที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงนำมาสู่คนอธรรมด้วย

สองปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด

น่าเสียดายที่คริสเตียนมักไม่เข้าใจเรื่องนี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาไม่สามารถแยกแยะค⁠ว⁠า⁠มแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์ซึ่งภายนอกอาจดูคล้ายกัน แต่ในค⁠ว⁠า⁠มเป็นจริงแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านลักษณะและสาเหตุ ในด้านหนึ่ง คือการถูกข่มเหงเพราะค⁠ว⁠า⁠มชอบธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือการพิพากษาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่มีต่อคนชั่ว

ค⁠ว⁠า⁠มแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์นี้ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนโดยข้อค⁠ว⁠า⁠มที่เปรียบเทียบดังต่อไปนี้ การข่มเหงมาจากคนชั่วที่มีต่อคนชอบธรรม แต่การพิพากษามาจากพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าผู้ทรงชอบธรรมที่มีต่อคนชั่ว ดังนั้น การข่มเหงเนื่องด้วยค⁠ว⁠า⁠มชอบธรรมและการพิพากษาเนื่องด้วยค⁠ว⁠า⁠มชั่วจึงตรงกันข้ามกันทั้งในด้านของแหล่งที่มา วัตถุประสงค์และผลลัพธ์

พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์เตือนอย่างชัดเจนว่าคริสเตียนต้องคาดหวังว่าจะถูกข่มเหง ในคำเทศนาบนภูเขา พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูตรัสกับเหล่าสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ว่า:

“ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะเหตุค⁠ว⁠า⁠มชอบธรรมก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขาทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็เป็นสุข “เมื่อพวกเขาจะติเตียน ข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านต่างๆ เป็นค⁠ว⁠า⁠มเท็จเพราะเรา..” (มัทธิว 5:10-11)

เปาโลเขียนถึงทิโมธีในทำนองเดียวกันว่า:

แท้จริงทุกคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าในพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูคริสต์ จะถูกกดขี่ข่มเหง (2 ทิโมธี 3:12 KJV)

ดังนั้น คริสเตียนจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะอดทนต่อการข่มเหงเพราะค⁠ว⁠า⁠มเชื่อและวิถีชีวิตข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า และยังถือว่านี่เป็นสิทธิพิเศษด้วยซ้ำ

ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนไม่ควรจะถูกรวมอยู่ในการพิพากษาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่มีต่อคนชั่ว หลักการข้อนี้มีก⁠ล⁠่⁠า⁠วไว้หลายครั้งในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ ใน 1 โครินธ์ 11:32 (THSV11) เปาโลเขียนถึงเพื่อนผู้เชื่อของเขา ก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า “แต่เมื่อเรา [คริสเตียน] ถูกพิพากษานั้น พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงตีสอนเรา เพื่อไม่ให้เราถูกพิพากษาด้วยกันกับโลก” ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงกระทำต่อผู้เชื่อนั้นแตกต่างจากสิ่งที่พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงกระทำต่อโลก ในฐานะผู้เชื่อ เราอาจคาดหวังที่จะประสบกับการตีสอนของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า หากเรายอมรับการตีสอนและจัดระเบียบชีวิตของเราให้ถูกต้อง เราก็จะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การพิพากษาที่มาถึงผู้ที่ไม่เชื่อหรือโลกโดยทั่วไป จุดประสงค์สุดท้ายของการตีสอนของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าที่มีต่อเราในฐานะผู้เชื่อคือ เพื่อปกป้องเราจากการได้รับการพิพากษาของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ที่มีต่อผู้ที่ไม่เชื่อ

อพยพบทที่ 7 ถึง 12 บันทึกไว้ว่าพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงนำการพิพากษาสิบประการที่มีค⁠ว⁠า⁠มรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาเหนือชาวอียิปต์ เพราะพวกเขาไม่ยอมฟังผู้เผยพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠จ⁠น⁠ะของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ คือ โมเสสและอาโรน ตลอดช่วงเวลานี้ ประชากรของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า คือ ช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลก็อาศัยอยู่ท่ามกลางอียิปต์ แต่ไม่มีการพิพากษาใดในสิบประการนั้นแตะต้องพวกเขาเลย ใน อพยพ 11:7 (THSV11) ได้ระบุถึงเหตุผลนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า:

“ส่วนคนหรือสัตว์ของช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลทั้งสิ้นจะไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขขู่ เพื่อให้ทราบว่าพ⁠ร⁠ะ⁠ย⁠า⁠ห⁠์⁠เ⁠ว⁠ห⁠์ทรงทำต่ออียิปต์ต่างกับที่ทรงทำต่ออ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ล”

การพิพากษาไม่ได้ตกอยู่กับอ⁠ิ⁠ส⁠ร⁠า⁠เ⁠อ⁠ลเพราะพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า “ทรงกระทำให้เกิดค⁠ว⁠า⁠มแตกต่าง” ระหว่างช⁠น⁠ช⁠า⁠ต⁠ิของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์กับประชากรของอียิปต์ แม้แต่สุนัขในอียิปต์ก็ยังต้องยอมรับค⁠ว⁠า⁠มแตกต่างนี้! และค⁠ว⁠า⁠มแตกต่างดังก⁠ล⁠่⁠า⁠วยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้

จำนวนเท่าใดจึงจะเพียงพอ?

อ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มยังคงสนทนากับพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าต่อไปเกี่ยวกับเมืองโสโดม โดยพยายามที่จะทูลถามถึงจำนวนคนชอบธรรมขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการปกป้องทั้งเมืองนั้นให้พ้นจากการพิพากษา ท่านเริ่มต้นที่ห้าสิบคน จากนั้นด้วยค⁠ว⁠า⁠มเคารพยำเกรงต่อพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าและค⁠ว⁠า⁠มมุ่งมั่นอย่างน่าทึ่ง ท่านได้ทูลขอลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนถึงสิบคน ในที่สุดพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงรับรองกับอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มว่า หากพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์พบคนชอบธรรมเพียงสิบคนในเมืองโสโดม พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงไว้ชีวิตคนทั้งเมืองเพื่อคนสิบคนนั้น

ประชากรของเมืองโสโดมมีจำนวนเท่าใด? คงเป็นการยากที่จะประเมินตัวเลขที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม มีตัวเลขประชากรของเมืองอื่นๆ ในปาเลสไตน์โบราณที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบได้ เมื่อพิจารณาจากเมืองเหล่านั้นแล้ว เราสามารถก⁠ล⁠่⁠า⁠วได้ว่า ประชากรของเมืองโสโดมในสมัยของอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มน่าจะมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นคน

พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงรับรองกับอ⁠ั⁠บ⁠ร⁠า⁠ฮ⁠ั⁠มว่า การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยสิบคนก็สามารถปกป้องเมืองที่มีประชากรอย่างน้อยหนึ่งหมื่นคนไว้ได้ นั่นคืออัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งพัน อัตราส่วนเดียวกันนี้ “หนึ่งต่อหนึ่งพัน” ปรากฏใน โยบ 33:23 และปัญญาจารย์ 7:28 ข้อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ทั้งสองตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า คนหนึ่งคนนั้นเป็นผู้มีค⁠ว⁠า⁠มชอบธรรมที่โดดเด่น ในขณะที่คนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดต่ำกว่ามาตรฐานของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า

เราสามารถขยายอัตราส่วนนี้ออกไปได้เรื่อยๆ คือ การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยสิบคนสามารถปกป้องชุมชนหนึ่งหมื่นคนไว้ได้ การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยหนึ่งร้อยคนสามารถปกป้องชุมชนหนึ่งแสนคนไว้ได้ การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยหนึ่งพันคนสามารถปกป้องชุมชนหนึ่งล้านคนไว้ได้ แล้วจำเป็นต้องมีคนชอบธรรมกี่คนเพื่อปกป้องประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรประมาณมากกว่า 300 ล้านคนได้? นั่นก็คือ ประมาณ 300,000 คน

ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้คิดว่า มีหลักฐานใดในพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ที่ทำให้เราเชื่อเช่นนั้นได้หรือไม่ เช่น คนชอบธรรมอย่างแท้จริงเพียงสองแสนห้าหมื่นกว่าคน กระจัดกระจายเหมือนเม็ดเกลืออยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา ก็เพียงพอที่จะปกป้องประเทศชาติทั้งหมดจากการพิพากษาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าได้ และทำให้มั่นใจว่าพระคุณและพระเมตตาของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะยังคงดำเนินต่อไป? คงจะเป็นการโง่เขลาที่อ้างว่า ประมาณการดังก⁠ล⁠่⁠า⁠วเป็นตัวเลขที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ได้กำหนดหลักการทั่วไปไว้อย่างชัดเจนว่า การมีผู้เชื่อที่ชอบธรรมอยู่ด้วยเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงสิ่งที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าจะทรงกระทำต่อชุมชนนั้นๆ

สิ่งนี้นำเราไปสู่ผลกระทบประการที่สองจากการที่มีคริสเตียนเป็น “เกลือแห่งแผ่นดินโลก”

เกลือยับยั้งการเน่าเสีย

ในอดีตก่อนที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องถนอมอาหารแบบแช่เย็นนั้น กะลาสีเรือที่นำเนื้อสัตว์ติดตัวไปในการเดินทางไกลจะใช้เกลือในการถนอมอาหาร กระบวนการเน่าเสียได้เริ่มต้นขึ้นแล้วก่อนที่จะนำเนื้อสัตว์ไปหมักเกลือ การหมักเกลือไม่ได้ขจัดการเน่าเสีย แต่ยับยั้งการเน่าเสียไว้ตลอดการเดินทาง เพื่อให้กะลาสีเรือสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ต่อไปได้นานหลังจากที่มันไม่น่าจะรับประทานได้แล้วก็ตาม

การที่มีเราอยู่บนโลกในฐานะสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์นั้น เปรียบเสมือนเกลือที่ช่วยรักษาเนื้อสัตว์ กระบวนการเสื่อมทรามจากบาปได้เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งปรากฏให้เห็นในทุกด้านของชีวิตมนุษย์ ทั้งศีลธรรม ศาสนา สังคม และการเมือง เราไม่สามารถกำจัดค⁠ว⁠า⁠มเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่เราสามารถยับยั้งมันไว้ได้นานพอจนกว่าพ⁠ร⁠ะ⁠ป⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ง⁠ค⁠์แห่งพระคุณและพระเมตตาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าจะบรรลุผลอย่างสมบูรณ์ จากนั้น เมื่อถึงเวลาที่อิทธิพลของเราไม่สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้อีกต่อไป ค⁠ว⁠า⁠มเสื่อมทรามก็จะมาถึงจุดส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ด และผลลัพธ์ก็คือ ค⁠ว⁠า⁠มเสื่อมสลายโดยสิ้นเชิง

ตัวอย่างของเกลือที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเน่าเสียนั้น ได้อธิบายคำสอนของเปาโลใน 2 เธสะโลนิกา 2:3-12 (THSV11) โดยเปาโลเตือนว่า ค⁠ว⁠า⁠มชั่วร้ายของมนุษย์จะมาถึงจุดส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดในตัวบุคคลนั้นที่จะเป็นผู้ปกครองโลก ผู้ซึ่งได้รับอำนาจเหนือธรรมชาติและถูกควบคุมหรือบงการจากซาตานเอง เปาโลเรียกผู้ปกครองผู้นี้ว่า “คนแห่งการบาป [หรือ คนนอกกฎหมาย]” และ “ลูกแห่งค⁠ว⁠า⁠มพินาศ” (ข้อ 3) ใน 1 ยอห์น 2:18 (KJV) เขาถูกเรียกว่า “มารร้าย” และในวิวรณ์ 13:4 (THSV11) เขาถูกเรียกว่า “สัตว์ร้าย” ผู้ปกครองผู้นี้จะอ้างตัวว่าเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าและเรียกร้องการนมัสการจากคนทั้งโลก

การปรากฏตัวของผู้ปกครองที่ชั่วร้ายนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วไว้อย่างมั่นใจว่า “ขณะนั้น คนนอกกฎหมายจะปรากฎตัวขึ้น” (2 เธสะโลนิกา 2:8 THSV11) และเปาโลยังประกาศในข้อเดียวกันว่า พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์แท้จะทรงเป็นผู้พิพากษาครั้งสุดท้ายต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์เทียมเท็จนี้ คือ “...และพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประหารมันด้วยลมพระโอษฐ์ [หรือวิญญาณ] ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ และจะทรงผลาญให้สูญไปด้วยการเสด็จมาอันรุ่งโรจน์ของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์”

น่าเศร้าที่นักเทศน์บางคนนำคำสอนเรื่องปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์มาใช้ปลูกฝังทัศนคติของคริสเตียนให้ยอมแพ้หรือไม่ตอบโต้ และเชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว (หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า ชะตากรรม หรือโชคชะตา - ผู้แปล) โดยพวกเขาก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า “ปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์กำลังจะมา ทุกสิ่งกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ เราไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย” ผลก็คือ คริสเตียนมักจะนั่งเฉยๆ ด้วยค⁠ว⁠า⁠มสิ้นหวังแบบเคร่งศาสนา และมองดูการทำลายล้างของซาตานดำเนินไปรอบตัวข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠าโดยไม่มีการควบคุมใดๆ

ทัศนคติที่ยอมแพ้หรือไม่ตอบโต้ และเชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น เป็นเรื่องน่าเศร้าและไม่ได้เป็นไปตามพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ แม้เป็นค⁠ว⁠า⁠มจริงที่ว่าในที่สุดปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์จะต้องปรากฏตัวขึ้น แต่ก็ไม่จริงที่ว่าเราไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยในระหว่างนี้

อำนาจแห่งการหน่วงเหนี่ยว

จนถึงขณะ​นี้​ยัง​มีอำนาจบางอย่างที่ยังคงทำงาน​อยู่​ใน​โลกซึ่ง​ท้าทาย​ ต่อต้าน​ และ​หน่วงเหนี่ยว​วิญญาณ​ของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์​

ฤทธิ์อำนาจแห่งการหน่วงเหนี่ยว ซึ่งปัจจุบันกำลังยับยั้งการปรากฏตัวอย่างสมบูรณ์ในวาระสุดท้ายของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ ก็คือการสถิตอยู่เป็นการส่วนพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ภายในค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠ร สิ่งนี้จะปรากฏชัดเจนเมื่อเราติดตามการเปิดเผยของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ที่เกี่ยวข้องกับพระบุคคลและพระราชกิจของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์

ตอนต้นของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์ใน ปฐมกาล 1:2 (THSV11) เราได้รับการบอกก⁠ล⁠่⁠า⁠วว่า “พระวิญญาณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” นับจากนั้นเป็นต้นมาตลอดพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ั⁠ม⁠ภ⁠ี⁠ร⁠์เดิม มีการก⁠ล⁠่⁠า⁠วถึงพระราชกิจของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์บนแผ่นดินโลกอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดท้ายของพระราชกิจของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงสัญญากับเหล่าสาวกว่า พ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์จะเสด็จมาหาพวกเขาในไม่ช้า ในรูปแบบใหม่ซึ่งแตกต่างจากสิ่งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนโลกก่อนหน้านั้น

พระผู้ช่วยตามพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ั⁠ญ⁠ญ⁠า

ในยอห์น 14:16-17 (KJV) พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงสัญญาไว้ดังนี้:

“เราจะทูลขอพ⁠ร⁠ะ⁠บ⁠ิ⁠ด⁠า และพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะประทานผู้ช่วย [ผู้ปลอบโลมใจ] อีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะได้อยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งค⁠ว⁠า⁠มจริง [ซึ่งเป็นพระนามหนึ่งของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์]... เพราะพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์สถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน”

เราอาจเรียบเรียงพ⁠ร⁠ะ⁠ส⁠ั⁠ญ⁠ญ⁠าของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูได้ใหม่ดังนี้ “เราได้ประทับอยู่กับพวกท่านด้วยตัวของเราเองเป็นเวลาสามปีครึ่ง และบัดนี้เรากำลังจะจากพวกท่านไป หลังจากเราไปแล้ว จะมีอีกบุคคลหนึ่งมาแทนที่เรา บุคคลนี้คือพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ เมื่อพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์เสด็จมา พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะสถิตอยู่กับพวกท่านตลอดไป”

การแลกเปลี่ยนบุคคลตามที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูทรงสัญญานั้นเกิดขึ้นเป็นสองขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรก พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูเสด็จสู่สวรรค์ และสิบวันต่อมา พ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์เสด็จลงมาในวันเพ็นเทคอสต์ ณ จุดนี้ในประวัติศาสตร์ พ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ในฐานะบุคคลหนึ่งได้เสด็จลงมาจากสวรรค์และสถิตอยู่บนแผ่นดินโลก บัดนี้พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงเป็นผู้แทนส่วนพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าผู้ประทับอยู่บนแผ่นดินโลก ที่ประทับที่แท้จริงของพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์คือร่างกายของผู้เชื่อที่แท้จริง ซึ่งเรียกรวมกันว่า “ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠ร” เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วกับกลุ่มผู้เชื่อนี้ใน 1 โครินธ์ 3:16 (THSV11) ว่า

“ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่านเป็นวิหารของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠า และพระวิญญาณของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าสถิตอยู่ในพวกท่าน?”

พระราชกิจอันย⁠ิ⁠่⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ญ⁠่ของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ในค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รคือ การเตรียมพ⁠ร⁠ะ⁠ก⁠า⁠ยให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ เมื่อการเตรียมเสร็จสมบูรณ์แล้ว พ⁠ร⁠ะ⁠ก⁠า⁠ยนี้จะถูกนำไปมอบแด่พ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ ดังเช่นเจ้าสาวที่ถูกนำไปมอบให้แก่เจ้าบ่าว ทันทีที่พระราชกิจของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ในค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รเสร็จสิ้นลง พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงถูกถอนตัวออกจากโลกนี้อีกครั้ง โดยทรงนำพ⁠ร⁠ะ⁠ก⁠า⁠ยของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ที่เสร็จสมบูรณ์ไปกับพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ด้วย ดังนั้น เราอาจเรียบเรียงถ้อยคำของเปาโลใน 2 เธสะโลนิกา 2:7 ใหม่ได้ดังนี้

พ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ผู้ทรงยับยั้งปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ไว้ในขณะนี้ และจะยังคงทรงกระทำเช่นนั้นต่อไปจนกว่าพ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์จะทรงถูกถอนออกไป

ในโลกนั้นมีวิญญาณของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ซึ่งกำลังทำงานเพื่อให้ปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ปรากฎตัวขึ้น ส่วนภายในเหล่าสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ก็มีพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ผู้ทรงกำลังยับยั้งการปรากฏตัวของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ ดังนั้นเหล่าสาวกผู้ซึ่งมีพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์สถิตอยู่ภายในจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องกีดขวางเพื่อยับยั้งไม่ให้สิ่งนอกกฎหมายมาถึงจุดส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ด และไม่ให้ปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ปรากฎตัวครั้งสุดท้าย จนกว่าพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์พร้อมกับเหล่าสาวกซึ่งเป็นพ⁠ร⁠ะ⁠ก⁠า⁠ยของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ที่เสร็จสมบูรณ์จะถูกถอนออกจากโลกนี้แล้วเท่านั้น อำนาจนอกกฎหมายจึงจะสามารถดำเนินการไปสู่จุดประสงค์สูงสูดของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์โดยไม่มีการหน่วงหนี่ยว ในระหว่างนี้ ก็เป็นทั้งสิทธิพิเศษและค⁠ว⁠า⁠มรับผิดชอบของเหล่าสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์โดยฤทธิ์อำนาจของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ที่จะ “เอาชนะ” อำนาจของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์และยับยั้งพวกเขาไว้

เกลือที่มีประสิทธิภาพ

ในฐานะเกลือแห่งแผ่นดินโลก เราผู้เป็นเหล่าสาวกของพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์จึงมีหน้าที่สำคัญสองประการ ประการแรกคือ โดยการมีเราอยู่ด้วย เราเป็นตัวแทนในการทูลขอพระคุณและพระเมตตาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าให้แก่โลกนี้อย่างต่อเนื่อง ประการที่สองคือ โดยฤทธิ์อำนาจของพ⁠ร⁠ะ⁠ว⁠ิ⁠ญ⁠ญ⁠า⁠ณ⁠บ⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ุ⁠ท⁠ธ⁠ิ⁠์ที่อยู่ในตัวเรา เราจึงยับยั้งอำนาจแห่งค⁠ว⁠า⁠มเสื่อมทรามและค⁠ว⁠า⁠มอธรรมไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าทรงกำหนด

ในการทำหน้าที่รับผิดชอบเหล่านี้ให้สำเร็จนั้น ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รจำต้องยืนหยัดในการเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้จุดมุ่งหมายส⁠ู⁠ง⁠ส⁠ุ⁠ดของซาตานสำเร็จ ซึ่งก็คือการครอบครองทั่วทั้งโลก นี่เป็นเหตุผลที่เปาโลก⁠ล⁠่⁠า⁠วไว้ใน 2 เธสะโลนิกา 2:3 (KJV) ว่า “การล้มลงจะต้องเกิดขึ้นก่อน และคนแห่งค⁠ว⁠า⁠มบาป [ปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์] จึงจะปรากฏตัว” คำว่า “การล้มลง” แท้จริงแล้วหมายถึง การละทิ้งค⁠ว⁠า⁠มเชื่อ นั่นคือ การออกจากค⁠ว⁠า⁠มเชื่อ

ตราบใดที่ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รยังคงยืนหยัดมั่นคงและไม่ยอมประนีประนอมในค⁠ว⁠า⁠มเชื่อ ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รก็มีฤทธิ์อำนาจที่จะยับยั้งการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของปฏิปักษ์ต่อพ⁠ร⁠ะ⁠ค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠์ได้ ซาตานเองก็เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นเป้าหมายหลักของซาตานคือ การบ่อนทำลายค⁠ว⁠า⁠มเชื่อและค⁠ว⁠า⁠มชอบธรรมของค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠ร เมื่อซาตานบรรลุเป้าหมายนี้แล้ว อุปสรรคต่อจุดประสงค์ของซาตานก็จะถูกกำจัดออกไป และทางก็จะเปิดให้ซาตานได้ควบคุมทั้งทางจิตวิญญาณและทางการเมืองเหนือโลกทั้งสิ้น

สมมุติว่าซาตานประสบค⁠ว⁠า⁠มสำเร็จ เพราะเราในฐานะคริสเตียนไม่ได้ทำตามหน้าที่ของเรา แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูเองทรงประทานค⁠ำ⁠ต⁠อ⁠บให้แก่เราคือ เราจะกลายเป็น "เกลือที่หมดรสเค็ม" พ⁠ร⁠ะ⁠อ⁠ง⁠ค⁠์ทรงเตือนเราถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเกลือที่หมดรสเค็มว่า:

“ตั้งแต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะถูกทิ้งเสียให้คนเหยียบย่ำ” (มัทธิว 5:13 THSV11)

“ไม่เป็นประโยชน์อะไร!” นี่เป็นคำตำหนิที่รุนแรงอย่างแท้จริง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น? เราจะถูก “ทิ้งเสีย” หรือถูกพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าปฏิเสธ จากนั้นเราจะ “ถูกคนเหยียบย่ำ” คนจะกลายเป็นเครื่องมือแห่งการพิพากษาของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าต่อค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รที่ไร้ค⁠ว⁠า⁠มเค็มและละทิ้งค⁠ว⁠า⁠มเชื่อ หากเราในฐานะค⁠ร⁠ิ⁠ส⁠ต⁠จ⁠ั⁠ก⁠รไม่สามารถยับยั้งอำนาจแห่งค⁠ว⁠า⁠มอธรรมได้ การพิพากษาของเราก็จะตกไปอยู่ในมือของอำนาจเหล่านั้นเอง

ในโรม 12:21 (THSV11) เปาโลนำเสนอทางเลือกสองทางให้เราอย่างชัดเจน:

“อย่าให้ค⁠ว⁠า⁠มชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะค⁠ว⁠า⁠มชั่วด้วยค⁠ว⁠า⁠มดี”

มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น คือ เอาชนะหรือถูกเอาชนะ ไม่มีทางสายกลาง ไม่มีทางเลือกที่สาม เราสามารถใช้ค⁠ว⁠า⁠มดีที่พ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠จ⁠้⁠าประทานให้เราเพื่อเอาชนะค⁠ว⁠า⁠มชั่วร้ายที่มาเผชิญหน้าเรา แต่ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น ค⁠ว⁠า⁠มชั่วร้ายนั้นก็จะกลับมาเอาชนะเรา

ข้อค⁠ว⁠า⁠มนี้มีค⁠ว⁠า⁠มสำคัญเร่งด่วนเป็นพิเศษสำหรับพวกเราที่อาศัยอยู่ในประเทศ (หรือดินแดน) ที่เรายังคงมีเสรีภาพในการประกาศและปฏิบัติตามค⁠ว⁠า⁠มเชื่อของคริสเตียน ในหลายประเทศทุกวันนี้ คริสเตียนได้สูญเสียเสรีภาพนี้ไปแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนหลายล้านคนในประเทศเหล่านั้นถูกปลูกฝังอย่างเป็นระบบให้เกลียดชังและดูหมิ่นศาสนาคริสต์และทุกสิ่งที่ศาสนาคริสต์ยึดถือ สำหรับผู้คนที่ถูกปลูกฝังเช่นนี้ คงไม่มีค⁠ว⁠า⁠มพึงพอใจใดที่ย⁠ิ⁠่⁠ง⁠ใ⁠ห⁠ญ⁠่ไปกว่าการเหยียบย่ำคริสเตียนที่ยังไม่อยู่ภายใต้อำนาจข⁠อ⁠ง⁠พ⁠ว⁠ก⁠เ⁠ข⁠า

หากเราเอาใจใส่คำเตือนของพ⁠ร⁠ะ⁠เ⁠ย⁠ซ⁠ูและทำหน้าที่ของเราในฐานะเกลือแห่งแผ่นดินโลก เรามีฤทธิ์อำนาจที่จะป้องกันสิ่งนี้ได้ แต่หากเราละเลยและต้องทนทุกข์กับการพิพากษาที่ตามมา สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดเมื่อคิดสะท้อนถึงเรื่องนี้ คือ สิ่งนี้ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้นเลย

10
แบ่งปัน