เกลือแห่งแผ่นดินโลก

Teaching Legacy Letter
*First Published: 2009
*Last Updated: มีนาคม 2026
14 min read
This teaching is not currently available in ไทย.
“ท่านทั้งหลายเป็นเกลือแห่งโลก” (มัทธิว 5:13 THSV11) ในข้อความนี้ พระเยซูมิได้กำลังตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์เท่านั้น แต่กำลังตรัสกับเราทุกคนที่ยอมรับในสิทธิอำนาจแห่งคำสอนของพระองค์ พระเยซูทรงเปรียบเทียบหน้าที่ของเราบนโลกนี้ เหมือนกับเกลือ ความหมายของพระองค์จะชัดเจนขึ้นเมื่อเราพิจารณาถึงการใช้เกลือสองอย่างที่คุ้นเคยเกี่ยวข้องกับอาหาร คือ เกลือทำให้มีรสชาติ และเกลือยับยั้งการเน่าเสีย
เกลือทำให้มีรสชาติ
ในฐานะคริสเตียน หน้าที่ของเราในฐานะเกลือคือ การปรุงแต่งโลกให้มีรสชาติ พระเจ้าทรงพอพระทัยในรสชาตินี้ อาหารที่ไม่น่ารับประทานจะกลายเป็นอาหารที่อร่อยและยอมรับได้เมื่อปรุงรสด้วยเกลือ โยบได้ตั้งคำถามเชิงวาทศิลป์ไว้ว่า:
“จะรับประทานสิ่งที่จืดโดยไม่ใส่เกลือได้หรือ?” (โยบ 6:6 KJV)
การใส่เกลือสร้างความแตกต่าง ทำให้เราสามารถเพลิดเพลินกับอาหารที่เราอาจจะไม่อยากรับประทานเลยถ้าไม่มีเกลือ
การมีเราอยู่ด้วยทำให้โลกเป็นที่ยอมรับของพระเจ้า และนำโลกมาอยู่ภายใต้พระเมตตาของพระองค์ เนื่องจากเราอยู่ที่นี่ พระเจ้าจึงยังคงกระทำต่อโลกด้วยพระคุณและพระเมตตาต่อไป แทนที่จะใช้พระพิโรธและการพิพากษา การมีเราอยู่ด้วยจึงสร้างความแตกต่าง
หลักการนี้ปรากฏชัดเจนในเรื่องราวการอธิษฐานวิงวอนของอับราฮัมเพื่อเมืองโสโดม ดังที่บันทึกไว้ใน ปฐมกาล 18:16-33 พระเจ้าตรัสแก่อับราฮัมว่า พระองค์จะเสด็จไปยังเมืองโสโดมเพื่อดูว่าความชั่วร้ายของเมืองนั้นได้มาถึงจุดที่ไม่อาจระงับการพิพากษาได้อีกต่อไปหรือไม่ จากนั้นอับราฮัมก็เดินไปกับองค์พระผู้เป็นเจ้าตามทางของพระองค์ และได้ทูลต่อพระองค์ด้วยเหตุและผลเพื่อโน้มน้าวพระองค์เกี่ยวกับสถานการณ์นั้น
หลักการแห่งการพิพากษา
อับราฮัมได้เริ่มต้นด้วยการวางหลักการซึ่งเป็นพื้นฐานสำหรับสิ่งที่จะตามมา กล่าวคือ ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าที่จะให้การพิพากษาซึ่งสมควรตกแก่คนชั่วมาตกอยู่กับคนชอบธรรมด้วย อับราฮัมได้ทูลถามพระเจ้าว่า “พระองค์จะทรงทำลายคนชอบธรรมพร้อมกับคนชั่วด้วยหรือ?” (ข้อ 23 KJV) “ขอพระองค์อย่ากระทำเช่นนี้เลย ที่จะฆ่าคนชอบธรรมพร้อมกับคนชั่ว และให้คนชอบธรรมเหมือนอย่างคนชั่ว ให้การนั้นอยู่ห่างไกลจากพระองค์ ผู้พิพากษาของทั่วแผ่นดินโลกจะไม่กระทำการยุติธรรมหรือ?” (ข้อ 25 KJV)
องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงทำให้เห็นชัดเจนในบทสนทนาที่ตามมาว่า พระองค์ทรงยอมรับหลักการที่อับราฮัมได้กล่าวไว้ นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่ผู้เชื่อทุกคนต้องเข้าใจในเรื่องนี้! หากเราได้รับความชอบธรรมโดยความเชื่อในพระคริสต์ และดำเนินชีวิตที่สำแดงออก ถึงความเชื่ออย่างแท้จริงแล้ว ก็ไม่ใช่น้ำพระทัยของพระเจ้าเลยที่เราจะต้องรับการพิพากษาที่พระองค์ทรงนำมาสู่คนอธรรมด้วย
สองปัจจัยที่เป็นตัวกำหนด
น่าเสียดายที่คริสเตียนมักไม่เข้าใจเรื่องนี้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น เพราะพวกเขาไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์ซึ่งภายนอกอาจดูคล้ายกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงทั้งในด้านลักษณะและสาเหตุ ในด้านหนึ่ง คือการถูกข่มเหงเพราะความชอบธรรม แต่ในอีกด้านหนึ่ง คือการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อคนชั่ว
ความแตกต่างระหว่างสองสถานการณ์นี้ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนโดยข้อความที่เปรียบเทียบดังต่อไปนี้ การข่มเหงมาจากคนชั่วที่มีต่อคนชอบธรรม แต่การพิพากษามาจากพระเจ้าผู้ทรงชอบธรรมที่มีต่อคนชั่ว ดังนั้น การข่มเหงเนื่องด้วยความชอบธรรมและการพิพากษาเนื่องด้วยความชั่วจึงตรงกันข้ามกันทั้งในด้านของแหล่งที่มา วัตถุประสงค์และผลลัพธ์
พระคัมภีร์เตือนอย่างชัดเจนว่าคริสเตียนต้องคาดหวังว่าจะถูกข่มเหง ในคำเทศนาบนภูเขา พระเยซูตรัสกับเหล่าสาวกของพระองค์ว่า:
“ผู้ที่ถูกข่มเหงเพราะเหตุความชอบธรรมก็เป็นสุข เพราะว่าแผ่นดินสวรรค์เป็นของเขาทั้งหลาย ท่านทั้งหลายก็เป็นสุข “เมื่อพวกเขาจะติเตียน ข่มเหง และนินทาว่าร้ายท่านต่างๆ เป็นความเท็จเพราะเรา..” (มัทธิว 5:10-11)
เปาโลเขียนถึงทิโมธีในทำนองเดียวกันว่า:
แท้จริงทุกคนที่ปรารถนาจะดำเนินชีวิตตามทางของพระเจ้าในพระเยซูคริสต์ จะถูกกดขี่ข่มเหง (2 ทิโมธี 3:12 KJV)
ดังนั้น คริสเตียนจึงต้องเตรียมพร้อมที่จะอดทนต่อการข่มเหงเพราะความเชื่อและวิถีชีวิตของพวกเขา และยังถือว่านี่เป็นสิทธิพิเศษด้วยซ้ำ
ในทำนองเดียวกัน คริสเตียนไม่ควรจะถูกรวมอยู่ในการพิพากษาของพระเจ้าที่มีต่อคนชั่ว หลักการข้อนี้มีกล่าวไว้หลายครั้งในพระคัมภีร์ ใน 1 โครินธ์ 11:32 (THSV11) เปาโลเขียนถึงเพื่อนผู้เชื่อของเขา กล่าวว่า “แต่เมื่อเรา [คริสเตียน] ถูกพิพากษานั้น พระองค์ทรงตีสอนเรา เพื่อไม่ให้เราถูกพิพากษาด้วยกันกับโลก” ข้อนี้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่พระเจ้าทรงกระทำต่อผู้เชื่อนั้นแตกต่างจากสิ่งที่พระองค์ทรงกระทำต่อโลก ในฐานะผู้เชื่อ เราอาจคาดหวังที่จะประสบกับการตีสอนของพระเจ้า หากเรายอมรับการตีสอนและจัดระเบียบชีวิตของเราให้ถูกต้อง เราก็จะไม่ต้องตกอยู่ภายใต้การพิพากษาที่มาถึงผู้ที่ไม่เชื่อหรือโลกโดยทั่วไป จุดประสงค์สุดท้ายของการตีสอนของพระเจ้าที่มีต่อเราในฐานะผู้เชื่อคือ เพื่อปกป้องเราจากการได้รับการพิพากษาของพระองค์ที่มีต่อผู้ที่ไม่เชื่อ
อพยพบทที่ 7 ถึง 12 บันทึกไว้ว่าพระเจ้าทรงนำการพิพากษาสิบประการที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มาเหนือชาวอียิปต์ เพราะพวกเขาไม่ยอมฟังผู้เผยพระวจนะของพระองค์ คือ โมเสสและอาโรน ตลอดช่วงเวลานี้ ประชากรของพระเจ้า คือ ชนชาติอิสราเอลก็อาศัยอยู่ท่ามกลางอียิปต์ แต่ไม่มีการพิพากษาใดในสิบประการนั้นแตะต้องพวกเขาเลย ใน อพยพ 11:7 (THSV11) ได้ระบุถึงเหตุผลนี้ไว้อย่างชัดเจนว่า:
“ส่วนคนหรือสัตว์ของชนชาติอิสราเอลทั้งสิ้นจะไม่มีแม้แต่เสียงสุนัขขู่ เพื่อให้ทราบว่าพระยาห์เวห์ทรงทำต่ออียิปต์ต่างกับที่ทรงทำต่ออิสราเอล”
การพิพากษาไม่ได้ตกอยู่กับอิสราเอลเพราะพระเจ้า “ทรงกระทำให้เกิดความแตกต่าง” ระหว่างชนชาติของพระองค์กับประชากรของอียิปต์ แม้แต่สุนัขในอียิปต์ก็ยังต้องยอมรับความแตกต่างนี้! และความแตกต่างดังกล่าวยังคงมีผลมาจนถึงทุกวันนี้
จำนวนเท่าใดจึงจะเพียงพอ?
อับราฮัมยังคงสนทนากับพระเจ้าต่อไปเกี่ยวกับเมืองโสโดม โดยพยายามที่จะทูลถามถึงจำนวนคนชอบธรรมขั้นต่ำที่จำเป็นต่อการปกป้องทั้งเมืองนั้นให้พ้นจากการพิพากษา ท่านเริ่มต้นที่ห้าสิบคน จากนั้นด้วยความเคารพยำเกรงต่อพระเจ้าและความมุ่งมั่นอย่างน่าทึ่ง ท่านได้ทูลขอลดจำนวนลงเรื่อยๆ จนถึงสิบคน ในที่สุดพระเจ้าทรงรับรองกับอับราฮัมว่า หากพระองค์พบคนชอบธรรมเพียงสิบคนในเมืองโสโดม พระองค์จะทรงไว้ชีวิตคนทั้งเมืองเพื่อคนสิบคนนั้น
ประชากรของเมืองโสโดมมีจำนวนเท่าใด? คงเป็นการยากที่จะประเมินตัวเลขที่แน่นอนได้ อย่างไรก็ตาม มีตัวเลขประชากรของเมืองอื่นๆ ในปาเลสไตน์โบราณที่สามารถใช้เป็นมาตรฐานเปรียบเทียบได้ เมื่อพิจารณาจากเมืองเหล่านั้นแล้ว เราสามารถกล่าวได้ว่า ประชากรของเมืองโสโดมในสมัยของอับราฮัมน่าจะมีไม่ต่ำกว่าหนึ่งหมื่นคน
พระเจ้าทรงรับรองกับอับราฮัมว่า การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยสิบคนก็สามารถปกป้องเมืองที่มีประชากรอย่างน้อยหนึ่งหมื่นคนไว้ได้ นั่นคืออัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งพัน อัตราส่วนเดียวกันนี้ “หนึ่งต่อหนึ่งพัน” ปรากฏใน โยบ 33:23 และปัญญาจารย์ 7:28 ข้อพระคัมภีร์ทั้งสองตอนนี้ชี้ให้เห็นว่า คนหนึ่งคนนั้นเป็นผู้มีความชอบธรรมที่โดดเด่น ในขณะที่คนอื่นๆ ที่เหลือทั้งหมดต่ำกว่ามาตรฐานของพระเจ้า
เราสามารถขยายอัตราส่วนนี้ออกไปได้เรื่อยๆ คือ การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยสิบคนสามารถปกป้องชุมชนหนึ่งหมื่นคนไว้ได้ การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยหนึ่งร้อยคนสามารถปกป้องชุมชนหนึ่งแสนคนไว้ได้ การมีคนชอบธรรมอยู่ด้วยหนึ่งพันคนสามารถปกป้องชุมชนหนึ่งล้านคนไว้ได้ แล้วจำเป็นต้องมีคนชอบธรรมกี่คนเพื่อปกป้องประเทศที่มีขนาดใหญ่เท่ากับสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีประชากรประมาณมากกว่า 300 ล้านคนได้? นั่นก็คือ ประมาณ 300,000 คน
ตัวเลขเหล่านี้ชวนให้คิดว่า มีหลักฐานใดในพระคัมภีร์ที่ทำให้เราเชื่อเช่นนั้นได้หรือไม่ เช่น คนชอบธรรมอย่างแท้จริงเพียงสองแสนห้าหมื่นกว่าคน กระจัดกระจายเหมือนเม็ดเกลืออยู่ทั่วสหรัฐอเมริกา ก็เพียงพอที่จะปกป้องประเทศชาติทั้งหมดจากการพิพากษาของพระเจ้าได้ และทำให้มั่นใจว่าพระคุณและพระเมตตาของพระองค์จะยังคงดำเนินต่อไป? คงจะเป็นการโง่เขลาที่อ้างว่า ประมาณการดังกล่าวเป็นตัวเลขที่ถูกต้อง อย่างไรก็ตาม พระคัมภีร์ได้กำหนดหลักการทั่วไปไว้อย่างชัดเจนว่า การมีผู้เชื่อที่ชอบธรรมอยู่ด้วยเป็นปัจจัยบ่งชี้ถึงสิ่งที่พระเจ้าจะทรงกระทำต่อชุมชนนั้นๆ
สิ่งนี้นำเราไปสู่ผลกระทบประการที่สองจากการที่มีคริสเตียนเป็น “เกลือแห่งแผ่นดินโลก”
เกลือยับยั้งการเน่าเสีย
ในอดีตก่อนที่จะมีการประดิษฐ์เครื่องถนอมอาหารแบบแช่เย็นนั้น กะลาสีเรือที่นำเนื้อสัตว์ติดตัวไปในการเดินทางไกลจะใช้เกลือในการถนอมอาหาร กระบวนการเน่าเสียได้เริ่มต้นขึ้นแล้วก่อนที่จะนำเนื้อสัตว์ไปหมักเกลือ การหมักเกลือไม่ได้ขจัดการเน่าเสีย แต่ยับยั้งการเน่าเสียไว้ตลอดการเดินทาง เพื่อให้กะลาสีเรือสามารถรับประทานเนื้อสัตว์ต่อไปได้นานหลังจากที่มันไม่น่าจะรับประทานได้แล้วก็ตาม
การที่มีเราอยู่บนโลกในฐานะสาวกของพระคริสต์นั้น เปรียบเสมือนเกลือที่ช่วยรักษาเนื้อสัตว์ กระบวนการเสื่อมทรามจากบาปได้เริ่มทำงานแล้ว ซึ่งปรากฏให้เห็นในทุกด้านของชีวิตมนุษย์ ทั้งศีลธรรม ศาสนา สังคม และการเมือง เราไม่สามารถกำจัดความเสื่อมทรามที่เกิดขึ้นแล้วได้ แต่เราสามารถยับยั้งมันไว้ได้นานพอจนกว่าพระประสงค์แห่งพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้าจะบรรลุผลอย่างสมบูรณ์ จากนั้น เมื่อถึงเวลาที่อิทธิพลของเราไม่สามารถรับรู้หรือสัมผัสได้อีกต่อไป ความเสื่อมทรามก็จะมาถึงจุดสูงสุด และผลลัพธ์ก็คือ ความเสื่อมสลายโดยสิ้นเชิง
ตัวอย่างของเกลือที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งการเน่าเสียนั้น ได้อธิบายคำสอนของเปาโลใน 2 เธสะโลนิกา 2:3-12 (THSV11) โดยเปาโลเตือนว่า ความชั่วร้ายของมนุษย์จะมาถึงจุดสูงสุดในตัวบุคคลนั้นที่จะเป็นผู้ปกครองโลก ผู้ซึ่งได้รับอำนาจเหนือธรรมชาติและถูกควบคุมหรือบงการจากซาตานเอง เปาโลเรียกผู้ปกครองผู้นี้ว่า “คนแห่งการบาป [หรือ คนนอกกฎหมาย]” และ “ลูกแห่งความพินาศ” (ข้อ 3) ใน 1 ยอห์น 2:18 (KJV) เขาถูกเรียกว่า “มารร้าย” และในวิวรณ์ 13:4 (THSV11) เขาถูกเรียกว่า “สัตว์ร้าย” ผู้ปกครองผู้นี้จะอ้างตัวว่าเป็นพระเจ้าและเรียกร้องการนมัสการจากคนทั้งโลก
การปรากฏตัวของผู้ปกครองที่ชั่วร้ายนี้เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เปาโลกล่าวไว้อย่างมั่นใจว่า “ขณะนั้น คนนอกกฎหมายจะปรากฎตัวขึ้น” (2 เธสะโลนิกา 2:8 THSV11) และเปาโลยังประกาศในข้อเดียวกันว่า พระคริสต์แท้จะทรงเป็นผู้พิพากษาครั้งสุดท้ายต่อพระคริสต์เทียมเท็จนี้ คือ “...และพระเยซูองค์พระผู้เป็นเจ้าจะทรงประหารมันด้วยลมพระโอษฐ์ [หรือวิญญาณ] ของพระองค์ และจะทรงผลาญให้สูญไปด้วยการเสด็จมาอันรุ่งโรจน์ของพระองค์”
น่าเศร้าที่นักเทศน์บางคนนำคำสอนเรื่องปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์มาใช้ปลูกฝังทัศนคติของคริสเตียนให้ยอมแพ้หรือไม่ตอบโต้ และเชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้ว (หรือที่เรียกโดยทั่วไปว่า ชะตากรรม หรือโชคชะตา - ผู้แปล) โดยพวกเขากล่าวว่า “ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์กำลังจะมา ทุกสิ่งกำลังเลวร้ายลงเรื่อยๆ เราไม่สามารถทำอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้เลย” ผลก็คือ คริสเตียนมักจะนั่งเฉยๆ ด้วยความสิ้นหวังแบบเคร่งศาสนา และมองดูการทำลายล้างของซาตานดำเนินไปรอบตัวของพวกเขาโดยไม่มีการควบคุมใดๆ
ทัศนคติที่ยอมแพ้หรือไม่ตอบโต้ และเชื่อในสิ่งที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วนั้น เป็นเรื่องน่าเศร้าและไม่ได้เป็นไปตามพระคัมภีร์ แม้เป็นความจริงที่ว่าในที่สุดปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์จะต้องปรากฏตัวขึ้น แต่ก็ไม่จริงที่ว่าเราไม่สามารถทำอะไรเขาได้เลยในระหว่างนี้
อำนาจแห่งการหน่วงเหนี่ยว
จนถึงขณะนี้ยังมีอำนาจบางอย่างที่ยังคงทำงานอยู่ในโลกซึ่งท้าทาย ต่อต้าน และหน่วงเหนี่ยววิญญาณของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์
ฤทธิ์อำนาจแห่งการหน่วงเหนี่ยว ซึ่งปัจจุบันกำลังยับยั้งการปรากฏตัวอย่างสมบูรณ์ในวาระสุดท้ายของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ ก็คือการสถิตอยู่เป็นการส่วนพระองค์ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ภายในคริสตจักร สิ่งนี้จะปรากฏชัดเจนเมื่อเราติดตามการเปิดเผยของพระคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับพระบุคคลและพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์
ตอนต้นของพระคัมภีร์ใน ปฐมกาล 1:2 (THSV11) เราได้รับการบอกกล่าวว่า “พระวิญญาณของพระเจ้าทรงปกอยู่เหนือน้ำนั้น” นับจากนั้นเป็นต้นมาตลอดพระคัมภีร์เดิม มีการกล่าวถึงพระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์บนแผ่นดินโลกอยู่บ่อยครั้ง อย่างไรก็ตาม ในช่วงสุดท้ายของพระราชกิจของพระองค์ พระเยซูทรงสัญญากับเหล่าสาวกว่า พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาหาพวกเขาในไม่ช้า ในรูปแบบใหม่ซึ่งแตกต่างจากสิ่งใดๆ ที่เคยเกิดขึ้นบนโลกก่อนหน้านั้น
พระผู้ช่วยตามพระสัญญา
ในยอห์น 14:16-17 (KJV) พระเยซูทรงสัญญาไว้ดังนี้:
“เราจะทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วย [ผู้ปลอบโลมใจ] อีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อพระองค์จะได้อยู่กับท่านตลอดไป คือพระวิญญาณแห่งความจริง [ซึ่งเป็นพระนามหนึ่งของพระวิญญาณบริสุทธิ์]... เพราะพระองค์สถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน”
เราอาจเรียบเรียงพระสัญญาของพระเยซูได้ใหม่ดังนี้ “เราได้ประทับอยู่กับพวกท่านด้วยตัวของเราเองเป็นเวลาสามปีครึ่ง และบัดนี้เรากำลังจะจากพวกท่านไป หลังจากเราไปแล้ว จะมีอีกบุคคลหนึ่งมาแทนที่เรา บุคคลนี้คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ เมื่อพระองค์เสด็จมา พระองค์จะสถิตอยู่กับพวกท่านตลอดไป”
การแลกเปลี่ยนบุคคลตามที่พระเยซูทรงสัญญานั้นเกิดขึ้นเป็นสองขั้นตอนคือ ขั้นตอนแรก พระเยซูเสด็จสู่สวรรค์ และสิบวันต่อมา พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาในวันเพ็นเทคอสต์ ณ จุดนี้ในประวัติศาสตร์ พระวิญญาณบริสุทธิ์ในฐานะบุคคลหนึ่งได้เสด็จลงมาจากสวรรค์และสถิตอยู่บนแผ่นดินโลก บัดนี้พระองค์ทรงเป็นผู้แทนส่วนพระองค์ของพระเจ้าผู้ประทับอยู่บนแผ่นดินโลก ที่ประทับที่แท้จริงของพระองค์คือร่างกายของผู้เชื่อที่แท้จริง ซึ่งเรียกรวมกันว่า “คริสตจักร” เปาโลกล่าวกับกลุ่มผู้เชื่อนี้ใน 1 โครินธ์ 3:16 (THSV11) ว่า
“ท่านทั้งหลายรู้แล้วไม่ใช่หรือว่าพวกท่านเป็นวิหารของพระเจ้า และพระวิญญาณของพระเจ้าสถิตอยู่ในพวกท่าน?”
พระราชกิจอันยิ่งใหญ่ของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในคริสตจักรคือ การเตรียมพระกายให้เสร็จสมบูรณ์เพื่อพระคริสต์ เมื่อการเตรียมเสร็จสมบูรณ์แล้ว พระกายนี้จะถูกนำไปมอบแด่พระคริสต์ ดังเช่นเจ้าสาวที่ถูกนำไปมอบให้แก่เจ้าบ่าว ทันทีที่พระราชกิจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ในคริสตจักรเสร็จสิ้นลง พระองค์จะทรงถูกถอนตัวออกจากโลกนี้อีกครั้ง โดยทรงนำพระกายของพระคริสต์ที่เสร็จสมบูรณ์ไปกับพระองค์ด้วย ดังนั้น เราอาจเรียบเรียงถ้อยคำของเปาโลใน 2 เธสะโลนิกา 2:7 ใหม่ได้ดังนี้
พระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงยับยั้งปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ไว้ในขณะนี้ และจะยังคงทรงกระทำเช่นนั้นต่อไปจนกว่าพระองค์จะทรงถูกถอนออกไป
ในโลกนั้นมีวิญญาณของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ซึ่งกำลังทำงานเพื่อให้ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ปรากฎตัวขึ้น ส่วนภายในเหล่าสาวกของพระคริสต์ก็มีพระวิญญาณบริสุทธิ์ผู้ทรงกำลังยับยั้งการปรากฏตัวของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ ดังนั้นเหล่าสาวกผู้ซึ่งมีพระวิญญาณบริสุทธิ์สถิตอยู่ภายในจึงทำหน้าที่เป็นเสมือนเครื่องกีดขวางเพื่อยับยั้งไม่ให้สิ่งนอกกฎหมายมาถึงจุดสูงสุด และไม่ให้ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ปรากฎตัวครั้งสุดท้าย จนกว่าพระวิญญาณบริสุทธิ์พร้อมกับเหล่าสาวกซึ่งเป็นพระกายของพระคริสต์ที่เสร็จสมบูรณ์จะถูกถอนออกจากโลกนี้แล้วเท่านั้น อำนาจนอกกฎหมายจึงจะสามารถดำเนินการไปสู่จุดประสงค์สูงสูดของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์โดยไม่มีการหน่วงหนี่ยว ในระหว่างนี้ ก็เป็นทั้งสิทธิพิเศษและความรับผิดชอบของเหล่าสาวกของพระคริสต์โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะ “เอาชนะ” อำนาจของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์และยับยั้งพวกเขาไว้
เกลือที่มีประสิทธิภาพ
ในฐานะเกลือแห่งแผ่นดินโลก เราผู้เป็นเหล่าสาวกของพระคริสต์จึงมีหน้าที่สำคัญสองประการ ประการแรกคือ โดยการมีเราอยู่ด้วย เราเป็นตัวแทนในการทูลขอพระคุณและพระเมตตาของพระเจ้าให้แก่โลกนี้อย่างต่อเนื่อง ประการที่สองคือ โดยฤทธิ์อำนาจของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่อยู่ในตัวเรา เราจึงยับยั้งอำนาจแห่งความเสื่อมทรามและความอธรรมไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่พระเจ้าทรงกำหนด
ในการทำหน้าที่รับผิดชอบเหล่านี้ให้สำเร็จนั้น คริสตจักรจำต้องยืนหยัดในการเป็นเครื่องกีดขวางไม่ให้จุดมุ่งหมายสูงสุดของซาตานสำเร็จ ซึ่งก็คือการครอบครองทั่วทั้งโลก นี่เป็นเหตุผลที่เปาโลกล่าวไว้ใน 2 เธสะโลนิกา 2:3 (KJV) ว่า “การล้มลงจะต้องเกิดขึ้นก่อน และคนแห่งความบาป [ปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์] จึงจะปรากฏตัว” คำว่า “การล้มลง” แท้จริงแล้วหมายถึง การละทิ้งความเชื่อ นั่นคือ การออกจากความเชื่อ
ตราบใดที่คริสตจักรยังคงยืนหยัดมั่นคงและไม่ยอมประนีประนอมในความเชื่อ คริสตจักรก็มีฤทธิ์อำนาจที่จะยับยั้งการปรากฏตัวครั้งสุดท้ายของปฏิปักษ์ต่อพระคริสต์ได้ ซาตานเองก็เข้าใจเรื่องนี้อย่างถ่องแท้ ดังนั้นเป้าหมายหลักของซาตานคือ การบ่อนทำลายความเชื่อและความชอบธรรมของคริสตจักร เมื่อซาตานบรรลุเป้าหมายนี้แล้ว อุปสรรคต่อจุดประสงค์ของซาตานก็จะถูกกำจัดออกไป และทางก็จะเปิดให้ซาตานได้ควบคุมทั้งทางจิตวิญญาณและทางการเมืองเหนือโลกทั้งสิ้น
สมมุติว่าซาตานประสบความสำเร็จ เพราะเราในฐานะคริสเตียนไม่ได้ทำตามหน้าที่ของเรา แล้วจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป? พระเยซูเองทรงประทานคำตอบให้แก่เราคือ เราจะกลายเป็น "เกลือที่หมดรสเค็ม" พระองค์ทรงเตือนเราถึงผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นกับเกลือที่หมดรสเค็มว่า:
“ตั้งแต่นั้นไปก็ไม่เป็นประโยชน์อะไร มีแต่จะถูกทิ้งเสียให้คนเหยียบย่ำ” (มัทธิว 5:13 THSV11)
“ไม่เป็นประโยชน์อะไร!” นี่เป็นคำตำหนิที่รุนแรงอย่างแท้จริง แล้วอะไรจะเกิดขึ้น? เราจะถูก “ทิ้งเสีย” หรือถูกพระเจ้าปฏิเสธ จากนั้นเราจะ “ถูกคนเหยียบย่ำ” คนจะกลายเป็นเครื่องมือแห่งการพิพากษาของพระเจ้าต่อคริสตจักรที่ไร้ความเค็มและละทิ้งความเชื่อ หากเราในฐานะคริสตจักรไม่สามารถยับยั้งอำนาจแห่งความอธรรมได้ การพิพากษาของเราก็จะตกไปอยู่ในมือของอำนาจเหล่านั้นเอง
ในโรม 12:21 (THSV11) เปาโลนำเสนอทางเลือกสองทางให้เราอย่างชัดเจน:
“อย่าให้ความชั่วชนะเราได้ แต่จงชนะความชั่วด้วยความดี”
มีเพียงสองทางเลือกเท่านั้น คือ เอาชนะหรือถูกเอาชนะ ไม่มีทางสายกลาง ไม่มีทางเลือกที่สาม เราสามารถใช้ความดีที่พระเจ้าประทานให้เราเพื่อเอาชนะความชั่วร้ายที่มาเผชิญหน้าเรา แต่ถ้าเราไม่ทำเช่นนั้น ความชั่วร้ายนั้นก็จะกลับมาเอาชนะเรา
ข้อความนี้มีความสำคัญเร่งด่วนเป็นพิเศษสำหรับพวกเราที่อาศัยอยู่ในประเทศ (หรือดินแดน) ที่เรายังคงมีเสรีภาพในการประกาศและปฏิบัติตามความเชื่อของคริสเตียน ในหลายประเทศทุกวันนี้ คริสเตียนได้สูญเสียเสรีภาพนี้ไปแล้ว ในขณะเดียวกัน ก็มีผู้คนหลายล้านคนในประเทศเหล่านั้นถูกปลูกฝังอย่างเป็นระบบให้เกลียดชังและดูหมิ่นศาสนาคริสต์และทุกสิ่งที่ศาสนาคริสต์ยึดถือ สำหรับผู้คนที่ถูกปลูกฝังเช่นนี้ คงไม่มีความพึงพอใจใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าการเหยียบย่ำคริสเตียนที่ยังไม่อยู่ภายใต้อำนาจของพวกเขา
หากเราเอาใจใส่คำเตือนของพระเยซูและทำหน้าที่ของเราในฐานะเกลือแห่งแผ่นดินโลก เรามีฤทธิ์อำนาจที่จะป้องกันสิ่งนี้ได้ แต่หากเราละเลยและต้องทนทุกข์กับการพิพากษาที่ตามมา สิ่งที่เจ็บปวดที่สุดเมื่อคิดสะท้อนถึงเรื่องนี้ คือ สิ่งนี้ไม่น่าจะต้องเกิดขึ้นเลย

*Free download
*This Teaching Letter is available to download, print and share for personal or church use.
ดาวน์โหลด PDFรหัส: TL-L066-100-THA